ศึกษาเพิ่ม

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมกระทรวงคมนาคม และประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการของกระทรวงคมนาคมว่า โครงการใหญ่ๆ ทยอยเปิดประมูลตามแผน ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่น และทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นโดยลำดับ โดยความคืบหน้าของงานด้านโครงสร้างพื้นฐานจะมีผลต่อการจัดลำดับต่างๆ ของประเทศด้วย ซึ่งรัฐบาลมีเวลาทำงานอีก 1 ปี ดังนั้น โครงการที่ยังเหลือจะต้องดำเนินการแบบกระชับ โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) เป็นลำดับแรก ทั้ง ระบบรถไฟ การพัฒนาสนามบิน ท่าเรือ และถนน จะต้องดำเนินการให้ได้ก่อนสิ้นปีนี้ โดยโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินนั้น คาดว่าจะออกร่างเอกสาร TOR ได้ก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะ 3 และโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน อู่ตะเภา (MaintenanceRepair and Overhaul) หรือMRO จะออกTOR ได้ ในไตรมาส 1 ปี 2561 เพื่อให้ได้ตัวผู้ก่อสร้างเริ่มต้นในโครงการหลักในขณะที่กฎหมาย EEC ใกล้ออกแล้ว ดังนั้นทุกอย่างจะต้องดำเนินการตามแผนงาน

พร้อมกันนี้ได้เร่งรัด การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)ให้ ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าในภูมิภาคจำนวน 4 แห่ง ภายในปี 2561 คือ จังหวัดภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ นครราชสีมา เนื่องจากมีความแออัดสูง ซึ่งโครงการจะมีผลต่อการพัฒนาพื้นที่อย่างมากและด้านการท่องเที่ยว ส่วนการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF: Thailand Future Fund) เพื่อนำมาสร้างทางด่วนพิเศษ นั้นใกล้จะเสร็จแล้ว ซึ่งจะสอดคล้องกับการเริ่มต้นโครงการทางด่วนสายพระราม 3- ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพ (ด้านตะวันตก) ในต้นปี 2561

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ระยะ 2 และทางสายใหม่จำนวน 9 เส้นทาง จะเริ่มทยอยออกประมูล ถือว่าเป็นไปตามแผน รวมถึงโครงการรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพ-นครราชสีมา นั้น มั่นใจว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ปลายพ.ย.หรือต้นธ.ค. 2560 และอยู่ระหว่างศึกษาจากนครราชสีมา-หนองคาย ต่อเนื่อง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับ EEC นั้น ในส่วนของการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน อู่ตะเภา ( MRO) ผ่านการพิจารณาสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ส่วน รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-ระยอง ศึกษาเสร็จแล้วเตรียมเสนอคณะกรรมการ EEC

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง (Action Plan) ปี 58-60 ซึ่งขณะนี้ มีโครงการที่เปิดประมูลแล้วและเตรียมการก่อสร้างจำนวน 27 โครงการ ,โครงการที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) หรือ คณะกรรมการ PPP จำนวน24 โครงการ ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้จัดทำ Action Plan ปี 2561 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการลงทุน โดยจะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากปี 2559 มูลค่า 1.27 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องจากปี 2560 มูลค่า 1.02 ล้านล้านบาท จำนวนรวม 43 โครงการและเป็นโครงการใหม่ 8 โครงการ มูลค่า 1.03285 แสนล้านบาท ได้แก่ ระบบขนส่งมวลชนในภูมิภาค 4 โครงการคือ เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา และภูเก็ต ซึ่งขณะนี้ที่ภูเก็ตได้มีการออกแบบรายละเอียดแล้ว ซึ่งรองนายกฯ ได้มอบหมายให้ศึกษาเพิ่มเติมในจังหวัดที่มีความหนาแน่น เช่น อุดรธานี พิษณุโลก ต่อไป

Leave a Reply