Monthly Archives: October 2018

มาเอง

สถานการณ์ล่าสุด ของตลาดนักท่องเที่ยวจีน ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า นักท่องเที่ยวจีน ยังมีจำนวนมากเป้นอันดับ 1 ในเดือนกันายนที่ผ่านมา คือ ประมาณ 647,000 คน แต่เป้นจำนวนที่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปีที่แล้ว ถึง 14.89 %

สาเหตุที่นักท่องเที่ยวจีนลดลงนั้น นอกจากเป็นโลว์ซีซั่นแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รือล่มที่ภูเก็ต เมือ่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาด้วย

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตต้า คาดการณ์ว่า เดือนตุลาคมนิ้ คาดว่า นักท่องเที่ยวจีนจะลดลงอีก 15 -20 % และอาจต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีหรือต้นปีหน้า

มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลาดกรุ๊ปทัวร์ มีแนวโน้มลดลงมากถึง 30-40 % แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเอง หรือ เอฟไอที ( F.I.T – Free individual traveler) ลดลงเพียงเล็กน้อย

F.I.T หมายถึง นักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเอง ตรงข้ามกับ Group Tour ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่ม รวมไปถึงกรุ๊ปทัวร์ต่างๆ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลักษณะของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยปัจจุบันกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบอิสระนั้น มีสัดส่วนมากถึง 60% ส่วนนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มนั้นลดลงเหลือเพียง 40%

งานวิจัย “หนีห่าว มาร์เก็ตติ้ง” ของวิทยาลัย การจัดการ มหิดล เมื่อปีที่แล้ว ระบุ ปัจจุบันเทรนด์นักท่องเที่ยวจากจีน ที่หลั่งไหลเข้ามายังประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ นิยมเดินทางเป็นกลุ่มด้วยตัวเอง หรือเรียกว่า FIT ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยนี้ เก็บตัวอย่างวิจัยเชิงปริมาณ 403 ตัวอย่าง และเชิงคุณภาพ 30 ตัวอย่าง แบ่งเป็นผู้หญิง 76% และ ผู้ชาย 24% อยู่ในช่วงอายุ 18 – 35 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ในหลากหลายอาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 3,000 – 12,000 หยวน หรือประมาณ 15,000 – 60,000 บาท

ข้อมูลจาก “Baidu” ซึ่งเป็น เสิร์ชเอนจิ้นของจีน ทำนองเดียวกับกูเกิ้ล สำรวจพบว่าคนจีนที่มีประสบการณ์มาเที่ยวเมืองไทยแล้ว 74% จะกลับมาเที่ยวอีก แต่จะเป็นการมาเที่ยวแบบ FIT

ปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีน นิยมเที่ยวสไตล์ FIT มากขึ้น เนื่องจากคนจีนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยประชากรจีน 1,400 ล้านคน มี 731 ล้านคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลุ่ม FIT จะค้นหาข้อมูล ติดต่อจองตั๋วเครื่องบิน ห้องพักผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะช่องทาง “Social Media”

นี่คือ disruption ในตลาดนักท่องเที่ยวจีน ที่โครงสร้างหลักเปลี่ยนจาก กรุ๊ป ทัวร์ มาเป็น นักท่องเที่ยวอิสระ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ อันเนื่องมาจาก อิทธิพลของเทคโนโลยี่ดิจิตัล ธุรกิจทัวร์ในเมืองไทย ทีเคยอยุ่ในตลาดแบบกรุ๊ปทัวร์ ต้องปรับตัว ครั้งใหญ่ ในขณะที่ กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบอิสระนี้ ทำให้ รายได้จากการท่องเที่ยว มีโอกาสกระจายไปสู่ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็กมากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มธุรกิจทัวร์รายใหญ่ โรงแรมเจ้าประจำ ร้านอาหารเจ้าเก่าเหมือนตลาดกรุ๊ปทัวร์

งานวิจัย “ หนีห่าวมาร์เก็ตติ้ง” แนะนำกลสยุทธ์ในการเจาะตลาดไอที จีนว่า จีน มีสื่อสังคมออนไลน์ของตัวเอง ดังนั้นผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควรเรียนรู้ Social Media ของคนจีน ไม่ว่าจะเป็น “Youku” คล้ายกับ YouTube / “RenRen” เปรียบเป็น Facebook เวอร์ชั่นจีน / “Weibo” คล้ายกับ Twitter / “Wechat” คล้ายกับ LINE

ขณะที่ Search Engine ที่คนจีนนิยมใช้ค้นหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมถึงข้อมูลการท่องเที่ยว คือ “Baidu” แตกต่างจากในไทย ที่นิยมใช้ Google และถ้าเป็นเว็บไซต์สำหรับท่องเที่ยวโดยเฉพาะ คนจีนจะเข้า “Mafengwo Qyer” (หม่า-เฟิง-โว๋-ฉง-โหย๋ว-หว๋าง) ขณะที่คนไทย จะเข้า Tripadvisor

ถ้าเป็น Travel Agency คนจีนจะใช้ “Ctrip” เพื่อจองตั๋วเครื่องบิน และที่พัก ขณะที่คนไทยนิยมใช้ Expedia

จากการวิเคราะห์รายละเอียดเชิงลึก สามารถแบ่งสัดส่วนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนแบบอิสระ ออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ได้แก่

หมวดที่ 1 “ชิล” คือ การใช้จ่ายในหมวดที่พัก และกิจกรรมผ่อนคลาย ในหมวดนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายมากที่สุดของการท่องเที่ยว โดยในปัจจุบันที่พักที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวจีนแบบอิสระ ไม่ได้จำกัดแค่การพักในโรงแรมเท่านั้น เพราะยังมีช่องทางในการจองที่พักมากมาย ไม่ว่าจะจากเว็บ Travel Agency

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจเลือกที่พัก ส่วนใหญ่ดูจากการรีวิวและคอมเมนต์ของลูกค้าก่อนหน้าที่เคยใช้บริการ ซึ่งนอกจากราคาไม่แพงมาก ทำเลที่ตั้งต้องเดินทางสะดวก บริการดี ทั้งยังดูถึงรสชาติอาหารด้วย และที่ถือเป็นตัวช่วยที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ การมีสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ ประจำที่พัก ทำให้เกิดการบอกต่อ และอยากมาถ่ายรูปเพื่อลง Social Media

เริ่มกินผัก

ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตในช่วงโกลเด้นวีก และช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก หรือเจี๊ยะฉ่าย ว่า ถ้าพูดถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ในภาพรวมการท่องเที่ยวในทุกกลุ่ม จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 5% ในช่วงโกลเด้นวีด และช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก แต่นักท่องเที่ยวจีนที่มาเป็นหมู่คณะ หรือกรุ๊ปทัวร์จะหายไปประมาณ 50% ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเอง (FIT) จะหายไปประมาณ 10%

สำหรับในช่วงประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ ที่ชาวภูเก็ตได้ร่วมกันสืบสานมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงไว้ซึ่งประเพณีอันดีงาม จนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกไปแล้ว ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในระหว่างวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 (ตามปฏิทินจีน) สำหรับปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ต.ค.ในส่วนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้ทำการประชาสัมพันธ์ประเพณีถือศีลกินผักเป็นประจำทุกๆ ปี ในช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะในปี 2561 นี้ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศมากพอสมควร

อย่างไรก็ตามจากการสอบถามอัตราการเข้าพักจากโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต และ โรงแรมในพื้นที่เขตเมือง และ พื้นที่ใกล้ๆกับศาลเจ้าต่างๆ จนถึงขณะนี้มีอัตราการจองห้องพักเข้ามาแล้วประมาณ 65% ของจำนวนโรงแรมทั้งหมดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเชื่อว่าในวันที่ใกล้ๆ กับประเพณีถือศีลกินผัก น่าจะมียอดจองห้องพักเพิ่มมากขึ้น เพราะในปัจจุบันนี้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะตัดสินใจในนาทีสุดท้าย(Last Minute) เสียส่วนใหญ่