Monthly Archives: September 2018

บินใหม่

“ไทยสมายล์” ปักธงสู้ ชูบริการพรีเมียม ผนึกการบินไทยวางแผนเส้นทางบินและสำรองที่นั่ง จ่อเปิดฮ่องกง เสริมทัพ ต.ค.นี้ พร้อมยกเครื่องอาหารเช้านานาชาติ 24 เมนู พลิกโฉมดีไซน์ Packaging รักษ์โลก ใช้ภาชนะกระดาษแทนพลาสติก ช่วยลดต้นทุน 20-30%

นางเนตรนภางค์ ธีระวาส ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริการลูกค้า สายการบินไทยสมายล์ เปิดเผยว่า ไทยสมายล์ฯ ได้มีการปรับคุณภาพบริการ ในฐานะที่เป็นสายการบิน Full Service ที่บริการระดับพรีเมียม ที่ผ่านมาได้ปรับระบบการสำรองที่นั่งที่เชื่อมต่อกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) วางแผนเส้นทางการบินร่วมกัน มีการบินเสริมในเส้นทางต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารมากที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีผู้โดยสารในประเทศ 50% ต่างประเทศมี 50% โดยทำการบินกว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน โดยทำการบินในประเทศ 10 เส้นทาง ส่วนต่างประเทศมี 18 จุดบิน กว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งในตารางบินฤดูหนาวจะเปิดบินเส้นทางกรุงเทพ-ฮ่องกง และภูเก็ต-ฮ่องกง วันละ 1 เที่ยวบิน เพื่อเสริมกับการบินไทย ส่วนในประเทศจะเพิ่มความถี่ เช่น กรุงเทพ-อุดรธานี เป็นต้น ขณะที่มีอัตราส่วนผู้โดยสารบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ยประมาณ 70-80%

ทั้งนี้ อินเดีย และจีน เป็นตลาดสำคัญที่มีแนวโน้มการเติบโตดี แต่การจะเพิ่มจุดบินนั้นจะต้องสำรวจตลาดให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจและให้สอดคล้องกับฝูงบิน 20 ลำ ซึ่งยังไม่มีแผนรับเครื่องบินใหม่ โดยแนวทางในขณะนี้ คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการบนเครื่องบิน (Inflight Service) ครั้งใหญ่ โดยรวมจะมีอาหารถึง 24 เมนู ถือเป็นสายการบินที่มีการหมุนเวียนเมนูอาหารบ่อยที่สุด เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังได้ปรับการใช้บรรจุภัณฑ์จากภาชนะพลาสติก เป็นกระดาษทดแทนให้มากที่สุด ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนด้านบริการลง 20-30% และวัสดุกระดาษมีน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักบรรทุก ใช้น้ำมันลดลง เพิ่มพื้นที่โหลดสัมภาระ การปรับปรุงทั้งหมดไม่กระทบต่อบริการใดๆ

“ได้เริ่มทดลองให้บริการใหม่นี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. ในเส้นทางบินอินเดีย และจะขยายไปยังเส้นทางอื่นๆ โดยจะใช้เวลาประเมินผลตอบรับจากผู้โดยสาร 3 เดือน หากได้ผลดีจะปรับเปลี่ยนอย่างเต็มรูปแบบต่อไปนอกจากนี้เส้นทางบิน 4 ชั่วโมง จะมีการพัฒนาระบบ In-Flight Entertainment ความบันเทิงขณะอยู่บนเครื่องบิน เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถใช้ อุปกรณ์ (แล็ปท็อป, แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ) เชื่อมต่อ ซึ่งจะมี Content บันเทิงต่างๆ ให้เลือก โดยอยู่ระหว่างทดลอง และประเมินค่าลงทุน คาดว่าจะให้บริการได้ช่วงต้นปี 62” นางเนตรนภางค์กล่าว

สำหรับการการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการบนเครื่องบิน (Inflight Service) นี้ เพื่อฉลองในโอกาสที่ไทยสมายล์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ของการให้บริการด้วยรอยยิ้ม และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้โดยสารที่ไม่หยุดยั้งอีกด้วย นอกจากปรับเมนูอาหารว่างอุ่นร้อนสำหรับมื้อเช้า หรือ Hot Snack ใหม่ทั้งหมด และเปลี่ยนให้เป็นเมนูอาหารนานาชาติที่หลากหลาย โดยเริ่มปรับเปลี่ยนเมนูอาหารมื้อเช้า สำหรับเที่ยวบินก่อนเวลา 09.30 น. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

สำหรับเมนูอาหารว่างอุ่นร้อนที่ให้บริการแก่ผู้โดยสาร ชั้น Smile Class (ชั้นประหยัด) บนเที่ยวบินภายในประเทศนั้นจะถูกนำเสนอด้วยดีไซน์เมนูใหม่แกะกล่อง เปลี่ยนให้มีความสนุกมากขึ้นด้วยรูปลักษณ์สไตล์ฟิวชัน โดยยังคงเอกลักษณ์และรสชาติความเป็นต้นตำรับ (Local Dish) ของอาหารแต่ละชาติไว้เป็นอย่างดี โดยเมนูสร้างสรรค์ใหม่รวม 24 เมนูนั้น ประกอบด้วย อาหารญี่ปุ่น เช่น เมนูยากิอิโมะ มันเทศ หรือมันม่วงเผาแบบฉบับญี่ปุ่น ทามาโกยากิ ชีส หรือไข่หวานชีส และโอโคโนมิยากิ กูชิ ตลอดจนอาหารเกาหลี อย่าง ข้าวผัดกิมจิไก่ รวมทั้งอาหารตะวันตก เช่น สปาเกตตี้ครีมเห็ด และอาหารไทยอย่าง วุ้นเส้นผัดฟักแม้ว ทั้งยังมีอาหารจีนเสิร์ฟอีกด้วย โดยทุกเมนูผลิตด้วยวัตถุดิบที่ผู้โดยสารมุสลิมสามารถทานได้ โดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเสิร์ฟตลอดทั้งปี

นอกเหนือจากนี้ ยังเพิ่มเติมเมนูอาหารสำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ-นราธิวาส และเชียงใหม่-ภูเก็ต อีก 22 เมนู เช่น เมนู สปาเกตตีผัดขี้เมาไก่ ข้าวผัดกะเพราไก่ ที่มีการปรับรสชาติให้เข้มข้นขึ้น เหมาะกับความคุ้นชินของผู้โดยสารคนไทย เป็นต้น

สำหรับเมนูหลัง 09.30 น. ไทยสมายล์ยังคงให้บริการแซนด์วิชเช่นเดิม เพิ่มเติมคือสีสันและคุณภาพด้วยแป้งขนมปังหลากสีจากวัตถุดิบธรรมชาติ สะท้อนหลักการสร้างสรรค์อาหารเพื่อสุขภาพผสมผสานฟิวชัน นำเสนอในรูปแบบแฟชั่น ในขณะเดียวกันก็ยังคงยึดมั่นในการนำเสนอเมนูพิเศษ 11 เทศกาล พร้อมประสานความร่วมมือกับพันธมิตรด้วยดีตลอดมา เพื่อรังสรรค์ความแปลกใหม่ สร้างเซอร์ไพรส์ให้แก่ผู้โดยสารเกินคาดหมายเช่นเดิม

ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศในระยะทางสั้น เส้นทาง เสียมราฐ พนมเปญ หลวงพระบาง ย่างกุ้ง ได้ออกแบบเมนูอาหารใหม่ทั้งหมดรวม 22 เมนู ซึ่งเป็นเมนูอาหารนานาชาติที่มีความหลากหลาย อาทิ อาหารสไตล์ตะวันตก เช่น สปาเกตตีไก่ซอสมะเขือเทศโหระพา พายแซลมอน รวมถึงอาหารไทยขึ้นชื่อ เช่น ผัดไทยไก่ เป็นต้น เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้โดยสารเหมือนเช่นเคย

รางเบาอนุมัติ

อนุมัติให้ รฟม.ก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบาที่ “ภูเก็ต และเชียงใหม่” โดย รฟม.คาด พ.ย.นี้สรุปผลศึกษาเปิดร่วมทุน PPP รถไฟฟ้าภูเก็ต 3.9 หมื่นล้านก่อน ส่วนเชียงใหม่เร่งจ้างศึกษารูปแบบร่วมทุน สรุปปี 62 เพื่อเริ่มสร้างสายสีแดง ช่วง รพ.นครพิงค์-บิ๊กซีหางดง 12.54 กม. วงเงินกว่า 2.4 หมื่นล้าน

นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 ก.ย. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต พ.ศ. …. จำนวน 2 โครงการ เพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถดำเนินโครงการได้เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่สามารถดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน จังหวัดภูเก็ต สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาและออกแบบทางรถไฟสายใหม่เพื่อการท่องเที่ยว เส้นทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี-พังงา-ภูเก็ต เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit หรือ Tramway) มีแนวเส้นทางเริ่มต้นจากบริเวณสถานีรถไฟท่านุ่น จังหวัดพังงา ผ่านท่าอากาศยานภูเก็ตและสิ้นสุดที่บริเวณห้าแยกฉลอง จังหวัดภูเก็ต ระยะทาง 58.5 กิโลเมตร ซึ่งได้บรรจุไว้ในโครงการตามมาตรา PPP Fast Track ซึ่ง รฟม.ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 22 ม.ค.-16 ก.พ. 2561 ซึ่งโดยรวมเห็นด้วยกับการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนระบบราง และให้ รฟม.เร่งดำเนินโครงการฯ

ประเมินเงินลงทุน 39,406 ล้านบาท มีโครงสร้างทางวิ่งระดับดินตลอดเส้นทาง ยกเว้นบริเวณสนามบินภูเก็ตจะเป็นสถานียกระดับ มีทั้งหมด 24 สถานี เป็นยกระดับ 1 สถานี ที่สนามบินภูเก็ต และใต้ดิน 1 สถานีที่สถานีถลาง มีศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่ง ตั้งอยู่บริเวณ อ.ถลาง

ส่วนระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สนข.ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเชียงใหม่ โดยเสนอจัดทำระบบหลักเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit) ซึ่งเป็นโครงการตามมาตรการ PPP Fast Track และได้นำเสนอผลการศึกษาตามรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อคณะกรรมการกำกับการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2560 มี 3 เส้นทาง รวมระยะทาง 34.93 กม. ได้แก่ สายสีแดง ระยะทาง 12.54 กม. (บนดิน 5.17 กม. ใต้ดิน 7.37 กม.) มี 12 สถานี เส้นทางโรงพยาบาลนครพิงค์-ศูนย์ราชการเชียงใหม่-สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ (พ้นเขตสนามบิน ใช้ทางวิ่งบนดิน) -กรมการขนส่งทางบก-ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีหางดง วงเงินลงทุน 24,256.35 ล้านบาท โดยจะดำเนินการก่อสร้างก่อน

สายสีน้ำเงิน ระยะทาง 11.92 กม. (บนดิน 3.15 กม. ใต้ดิน 8.77 กม.) มี 13 สถานี วงเงินลงทุน 30,514.79 ล้านบาท และสายสีเขียว ระยะทาง 10.47 กม. (บนดิน 2.55 กม. ใต้ดิน 7.92 กม.) มี 10 สถานี วงเงินลงทุน 25,548.54 ล้านบาท

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าฯ รฟม.กล่าวว่า รถไฟฟ้าภูเก็ตนั้น รฟม.ได้จ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษารูปแบบการเปิดให้เอกชนร่วมทุน (PPP) จะสรุปการศึกษาในเดือน พ.ย.และเสนอบอร์ด รฟม.เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ด PPP) ต่อไป เบื้องต้นมีภาคเอกชนภูเก็ตพัฒนาให้ความสนใจที่จะร่วมลงทุน ซึ่งเบื้องต้นจะใช้รูปแบบ PPP Net Cost เพื่อลดภาระการลงทุนภาครัฐ

ส่วนรถไฟฟ้าเชียงใหม่อยู่ในขั้นตอนร่าง TOR จ้างที่ปรึกษาศึกษารูปแบบการร่วมลงทุน คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาไม่เกิน 1 ปี