Monthly Archives: August 2018

ซ่อมเรือ

รัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต บูรณาการร่วมภาครัฐ เอกชน เดินหน้าพัฒนาศักยภาพแรงงานในธุรกิจท่าเทียบเรือสำราญให้มีทักษะฝีมือ เผยมีเรือหรูเข้ามาจอดรอซ่อมในจังหวัดภูเก็ต 1,500 ลำต่อปี ตั้งเป้าภูเก็ตปีนี้ยกระดับฝีมือช่างซ่อมเรือยอชต์ 100 คน ให้สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดแรงงาน

ที่ห้องประชุมไวส์เฮ้าส์ โรงแรมโบ๊ทลากูน อ.เมือง จ.ภูเก็ต พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา ทิศทางการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่อันดามันในยุค 4.0 พร้อมเยี่ยมชมบูทกิจกรรมภายในงาน ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน 15 หน่วยงานจัดบูทมาแสดงในงานสัมมนาครั้งนี้ และเยี่ยมชมการฝึกอบรมสาขาช่างสีเรือ การสาธิตการฝึกช่างไม้เฟอร์นิเจอร์เรือ และการฝึกอบรมพนักงานประจำท่าเรือ

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1 ของประเทศ เป็นจำนวน 364,165 ล้านบาท โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุด และตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง) พ.ศ.2561-2564 ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งภาคบริการการท่องเที่ยว แรงงานก่อสร้าง และอุตสาหกรรมประมง

ประกอบกับปัจจุบัน จังหวัดภูเก็ตกำลังดำเนินการเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลเรือสำราญและกีฬา มีท่าเทียบเรือ จำนวน 38 แห่ง มีท่าเทียบเรือสำราญ จำนวน 5 แห่ง มีเรือยอชต์ และเรือครูซมาใช้บริการประมาณ 1,500 ลำต่อปี โดยมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันพัฒนาศักยภาพแรงงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน

“โครงการดังกล่าวเป็นโครงการใหม่ที่จะสนับสนุนเรื่องของเรือสำราญ วันนี้มีเรือสำราญมาจอดซ่อมบำรุงอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ประมาณ 1,500 ลำต่อปี ภาครัฐ และเอกชนในพื้นที่จึงได้ร่วมมือกันทำการฝึกอบรมให้ ในเรื่องของการซ่อมเรือ และการบริการต่างๆ ซึ่งในแผนการฝึกปีนี้ เราสามารถที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวให้แก่จังหวัดภูเก็ต ได้จำนวน 3,500 คน เป็นช่างซ่อมเรือยอชต์ประมาณ 100 คน ทางแรงงานก็จะจัดหลักสูตรการฝึกอบรมขึ้นมาในการพัฒนากำลังคน เพื่อให้สอดรับต่อเมืองท่องเที่ยว เพื่อยกระดับให้มีมาตรฐานต่อไป
ทั้งนี้ ในเรื่องการเตรียมแรงงานนั้น ได้เน้นย้ำว่า 1.แรงงานที่จะเข้ามาทำงานจะต้องมีความเป็นมาตรฐาน มีความเป็นสากล 2.มีความเที่ยงตรงเรื่องของเวลา จะต้องมีความชัดเจนว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ 3.จะต้องมีจิตบริการ ด้วยเป็นเมืองท่องเที่ยว ฉะนั้นจะต้องฝึกอบรมให้แรงงานมีจิตบริการ และ 4.เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน เรามีนโยบายที่จะให้สิ่งแวดล้อม หรือการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างปลอดภัย” รมว.แรงงาน กล่าว

ทางลอด

เผยเสนอ กก.PPP เคาะแนวทางลงทุน “ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง” 1.39 หมื่นล้าน ยอมรับผลตอบแทนทางการเงินต่ำแต่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แก้จราจรและลดอุบัติเหตุเมืองท่องเที่ยว ขณะที่อาจมีแนวโน้มต้องมีเงื่อนไขจูงใจ เช่น รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้าง หรือเพิ่มอายุสัมปทาน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงโครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต ว่า ล่าสุดคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) ได้เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) ในเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะกรณีที่โครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) มากกว่า 12% แต่มีผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ค่อนข้างต่ำ อาจไม่จูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุน ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อคณะกรรมการ PPP

“ทางด่วนสายกะทู้-ป่าตองอยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2558-2562 (Project Pipeline) และเสนอไปที่คณะกรรมการ PPP แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทำข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความคุ้มค่า คงต้องรอ กก. PPP พิจารณาก่อนว่าจะให้ลงทุนอย่างไร” นายอาคมกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อความสูญเสียจากอุบัติเหตุ, ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ขณะที่แนวเส้นทางสั้นใช้เงินลงทุนสูง เนื่องจากค่าที่ดินสูงและมีความยาก ที่ต้องเจาะภูเขาเพื่อทำอุโมงค์ ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าทางการเงิน ดังนั้น การเปิดให้เอกชนร่วมทุน PPP อาจจะต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้างบางส่วน หรือเพิ่มอายุสัมปทาน จาก 30 ปี เป็น 50 ปี เป็นต้น

สำหรับโครงการทางด่วน สายกะทู้-ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กม. วงเงินลงทุน 13,919 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 8,231 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5,686 ล้านบาท มี EIRR กว่า 12% ส่วน FIRR ประมาณ 3-4%)

แนวเส้นทางเชื่อมต่อจากถนนแนวผังเมืองสาย ก. ก่อนถึงอาคาร APK Resort มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกข้ามถนนพิศิษกรณีย์บริเวณใกล้ทางแยกตัดกับถนนห้าสิบปี แล้วมุ่งหน้าสู่อุโมงค์ฝั่งตำบลป่าตอง แนวเส้นทางจะลอดใต้เทือกเขานาคเกิดโดยอุโมงค์มีระยะทาง 1.85 กม. และทางยกระดับระยะทาง 1.23 กม. สิ้นสุดโครงการที่ตำบลกะทู้ บริเวณจุดตัดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4029

ก่อสร้างเป็นทางด่วนขนาด 8 ช่องจราจร (หรือไป-กลับ 4 ช่องจราจร สำหรับให้รถยนต์วิ่ง 2 ช่องจราจร และรถจักรยานยนต์ 2 ช่องจราจร) ในบริเวณจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการจะก่อสร้างเป็นทางแยกต่างระดับ พร้อมติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางเพื่อลดปัญหาการจราจร และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เส้นทาง