Monthly Archives: February 2018

ร้อนนี้ไปเกาะไหน

วันนี้เราจึงขอนำเอาเกาะกลางทะเลของ 6 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน ได้แก่ จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ที่ได้ชื่อว่ามีความสวยใสกว่าฝั่งอ่าวไทย โดยได้เลือกเอาจังหวัดละ 1 เกาะที่คัดมาแล้วว่าสวยใสทั้งผืนน้ำและผืนทราย เชื่อแน่ว่าใครได้ไปเที่ยวก็ต้องฟินกับน้ำทะเลใสๆ และทรายขาวๆ อย่างแน่นอน แต่จะเลือกไปเที่ยวที่ไหนดีนั้น ไปดูกัน
“เกาะค้างคาว-หมู่เกาะกำ” ระนอง

เริ่มกันที่ “จังหวัดระนอง” ทะเลระนองอาจไม่โดดเด่นเท่าภูเก็ตหรือกระบี่ แต่ที่นี่ก็มีของดีอยู่ที่ “หมู่เกาะกำและเกาะค้างคาว” โดยสามารถขึ้นเรือได้จากหาดบางเบน บริเวณอุทยานแห่งชาติแหลมสม (อ.กะเปอร์) ไปสู่หมู่เกาะกำและเกาะค้างคาวได้

จากหาดบางเบน ใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมงก็มาถึงยัง “เกาะค้างคาว” (อ.กะเปอร์) เกาะที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในระนอง หาดทรายที่นี่ขาวเนียนละเอียดนุ่ม ส่วนน้ำทะเลก็ใสแจ๋ว ค่อยๆ ไล่โทนจากสีเขียวอ่อนในแนวชายหาดช่วงน้ำตื้น ออกไปสู่ท้องทะเลเป็นสีฟ้าอ่อน และสีน้ำเงินเข้มของน้ำทะเลลึกแห่งอันดามัน

อีกทั้งบริเวณหัวเกาะค้างคาวมีจุดดำน้ำตื้นที่แม้ปะการังและปลาจะไม่มากมาย แต่ว่าก็มีให้ชมกันพอสมควร โดยเฉพาะปลาการ์ตูนนีโม่ที่แหวกว่ายอยู่ในกอดอกไม้ทะเลก็มีให้เห็นพอเป็นสีสันประดับให้เกาะค้างคาวมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น
ส่วน “หมู่เกาะกำ” อยู่ห่างจากเกาะค้างคาวไปประมาณ 20 นาที หมู่เกาะกำตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน (อ.สุขสำราญ) ประกอบด้วยเกาะต่างๆ ได้แก่ เกาะกำใหญ่ เกาะกำนุ้ย เกาะกำตก (อ่าวเขาควาย) เกาะกำใต้ เกาะกำกลาง (เกาะญี่ปุ่น) เกาะนมสาว (เกาะล้าน) เกาะนกควัก (เกาะนกกวัก) และเกาะไฟแว่บ เป็นต้น โดยไฮไลต์ของหมู่เกาะกำก็อยู่ที่ “เกาะกำตก” นั่นเอง

“เกาะกำตก” หรือที่เรียกว่า “อ่าวเขาควาย” เนื่องจากมีโค้งอ่าวยาวเป็นรูปครึ่งวงกลมคล้ายเขาควายทอดตัวจากเหนือจรดใต้ของเกาะ ที่นี่มีหาดทรายสวย น้ำใส แลดูสวยงามเป็นเอกลักษณ์ และชวนให้ลงแหวกว่ายเล่นน้ำยิ่งนัก

บนเกาะกำตกยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ชมวิวอ่าวเขาควายจากมุมสูง มองเห็นโค้งอ่าวและหาดทรายสีขาวกับน้ำทะเลสีเขียวสดใสสวยงามยิ่งนัก
“หมู่เกาะสิมิลัน” พังงา

ใต้ระนองคือ “จังหวัดพังงา” และในบรรดาหมู่เกาะของพังงาที่ล้วนแล้วแต่สวยงามนั้น ขอเลือก “หมู่เกาะสิมิลัน” มาเป็นตัวแทนทะเลแห่งพังงา

หมู่เกาะสิมิลันอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา ประกอบไปด้วยเกาะน้อยใหญ่ 11 เกาะด้วยกัน ได้แก่ เกาะหนึ่ง(หูหยง) เกาะสอง(ปายัง) เกาะสาม(ปาหยัน) เกาะสี่(เมียง) เกาะห้า เกาะหก(ปายู) เกาะเจ็ด(หินปูซาร์) เกาะแปด(สิมิลัน) เกาะเก้า(บางู) โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้ผนวกรวมเกาะตาชัยและเกาะบอนที่อยู่ในน่านน้ำละแวกเดียวกันเพิ่มเข้ามา รวมเป็น 11 เกาะ

อาหารอร่อย

ห้ามพลาดโดยเด็ดขาดกับงาน Phuket food festival 2018 “อร่อยเหาะที่เกาะภูเก็ต”เทศกาลอาหารอร่อยนครภูเก็ต ครั้งที่ 20 วันที่ 3 – 9 มีนาคมนี้ ที่เวทีกลางสะพานหินภูเก็ต ชมรมผู้ประกอบการค้าอาหารนครภูเก็ตขนร้านอาหารอร่อยๆ ทั้งซีฟูด อาหารพื้นเมือง และอีกมากมายกว่า 100 บู๊ท
นายกวี ตันสุคตานนท์ รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต นายสุชา ลิ่วรุ่งโรจน์ ประธานชมรมผู้ประกอบการค้าอาหารเทศบาลนครภูเก็ต และนางสาวพรรธน์รวี จิตตาปัญญานุกูล ประธานจัดงานเทศกาลอาหารอร่อยนครภูเก็ต ประจำปี 2561 ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงานเทศกาลอาหารอร่อยนครภูเก็ต ครั้งที่ 20 Phuket Food Festival 2018 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 ณ พิพิธภัณฑ์ภูเก็ตไทยหัว
นายกวี ตันสุคตานนท์ รองนายกเทศมนตรีนครภูเก็ต กล่าวว่า ชมรมผู้ประกอบการค้าอาหารนครภูเก็ต ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2536 (25 ปี) ได้เห็นถึงการพัฒนาการเติบโต และความเข้มแข็งของชมรมมาตลอด ในส่วนของเทศบาลนครภูเก็ต เป็นหน่วยงานที่ให้การส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนา เพื่อให้ชมรมได้ขับเคลื่อน ดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของชมรม รวมถึงด้านการส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนายกระดับมาตรฐานร้านอาหารในเขตเทศบาล “เสมือนพี่ดูแลน้อง”
กิจกรรมการจัดงานเทศกาลอาหารอร่อยนครภูเก็ต ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือ ร่วมใจกันของสมาชิกชมรม เพื่อสร้างสรรค์ ผลงานด้านอาหารให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยว โดยปีนี้ ใช้ชื่องานว่า “Phuket Food Festival 2018” “อร่อยเหาะ ที่เกาะภูเก็ต” อาจเป็นอีกหนึ่งผลงานที่สอดรับกับเมืองสร้างสรรค์แห่งอาหาร Phuket City of Gastronomy ที่จังหวัดภูเก็ตได้รับประกาศยกย่องจากยูเนสโก
นายสุชา ลิ่วรุ่งโรจน์ ประธานชมรมผู้ประกอบการค้าอาหารเทศบาลนครภูเก็ต กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการอำนวยสิทธิประโยชน์ให้แก่สมาชิกชมรมฯ ในการกระตุ้นยอดขาย และประชาสัมพันธ์ร้านค้า เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเขตเมือง ของนครภูเก็ต สนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวและการกระจายรายได้ ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ได้เห็นได้ลิ้มลองของดี และของอร่อย รวมถึงกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกฯ กับชมรมฯ และระหว่างสมาชิกฯ ด้วยกันให้แน่นแฟ้น และเพื่อหารายได้สนับสนุนการดำเนินงานกิจกรรมของชมรมฯ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง การที่ชมรมผู้ประกอบการค้าอาหารเทศบาลนครภูเก็ต ดำเนินงานมาครบ 25 ปี และเพื่อสนับสนุนการได้รับการยกย่องจากยูเนสโก้ ในฐานะเป็นเมืองแห่ง Gastronomy
ขณะที่นางสาวพรรธน์รวี จิตตาปัญญานุกูล ประธานจัดงานเทศกาลอาหารอร่อยนครภูเก็ต ประจำปี 2561 กล่าวถึงไฮไลต์ของการจัดงานในปีนี้ ว่า เราจะตอกย้ำวิถีชีวิต อาหารคุณภาพที่ใช้วัตถุดิบทางทะเลสดๆ ซีฟู้ดเป็นๆ สดๆ รสชาติหวานอร่อย จากทะเลจังหวัดภูเก็ตให้เป็นที่ตระหนักในความสด หวาน อร่อย ในปีนี้ เราทำเตาบาบิคิวยาวกว่า 5 เมตร มาย่างซีฟู้ดสดๆกลางงาน มีทั้ง กุ้งมังกรภูเก็ตเผา ปลาเผา ปูเผา กุ้งลายเสือเผา หมึกเผา หอยเผา พร้อมน้ำจิ้มซีฟูตสไตล์ภูเก็ตแท้ ร้านดีบุกก้า นำเมนูฟิวชั่น ออกมาประชันกับภัตตาคารวังปลา นำไข่ปักกิ่ง อันเลื่องลือ มาให้ลิ้มลอง 1 ปีมีเพียงครั้งเดียว

ล้นเกาะ

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ระดมความคิดเห็นทุกภาคส่วนในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเล ให้เป็นไปตามความสามารถในการรองรับได้ หาแนวทางแก้ปัญหานักท่องเที่ยวล้นเกาะสิมิลัน ติดตั้งท่าเทียบเรือลอยน้ำกระจายนักท่องเที่ยวไปเกาะใกล้เคียง สร้างศูนย์บริการลอยน้ำยังแก้ไม่ได้ กำหนดโควตา เก็บค่าธรรมเนียมสูงขึ้น

วันนี้ (6 ก.พ.) นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฎิบัติการการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเล ให้เป็นไปตามความสามารถในการรองรับได้ โดยมี ดร.ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผศ.ดร.ดรรชนี เอมพันธุ์ ภาควิชาอนุรักษวิทยา คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นายดำริ จิตต์ใจฉ่ำ ผู้อำนวยการส่วนจัดการการท่องเที่ยวและนันทนาการ พร้อมทั้ง นายสุพจน์ เพริดพริ้ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 (นครศรีธรรมราช) หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทางทะเล ตัวแทนผู้ประกอบกิจการในอุทยานแห่งชาติเข้าร่วมในงาน เพื่อระดมความเห็น และร่วมอภิปรายถึงสถานการณ์ท่องเที่ยวทางทะเลให้เป็นไปตามความสามารถในการรองรับได้ ณ โรงแรมเพิร์ล ภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

นายทรงธรรม สุขสว่าง ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า ปัจจุบัน ปัญหาจากการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติทางทะเลเริ่มเพิ่มมากขึ้น ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งอุทยานแห่งชาติหลายแห่งโดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติทางทะเลกำลังประสบปัญหาจากความแออัดของนักท่องเที่ยว ปัญหาคราบน้ำมันจากเรือโดยสาร ปัญหาการจัดการขยะ หรือแม้กระทั่งผลกระทบในการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งยากต่อการฟื้นฟูในระยะเวลาอันสั้น

ดังนั้น เพื่อเป็นการร่วมกันหาแนวทางในการจัดการการท่องเที่ยวที่นำไปสู่ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จึงได้การจัดประชุมเรื่อง “การจัดการแหล่งท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติทางทะเลให้เป็นไปตามความสามารถในการรองรับได้” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งองค์กร และผู้ประกอบการให้เข้าใจสถานการณ์การท่องเที่ยวที่แท้จริง และร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อจะได้เป็นแนวทางในการจัดการการท่องเที่ยวที่นำไปสู่ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่อไป

งานโชว์เรือ

ประธานกรรมการบริหาร ไทยแลนด์ ยอชต์โชว์ ได้แถลงข่าวการจัดมหกรรมเรือสำราญและมารีน่า ไทยแลนด์ ยอชต์ โชว์ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2561 ต่อสื่อมวลชนในจังหวัดภูเก็ต เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ความพร้อมของการจัดกิจกรรมดังกล่าว ณ อ่าวปอ แกรนด์มารีน่า จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2561 ที่ผ่านมา
มหกรรมเรือสำราญและมารีน่า ไทยแลนด์ ยอชต์ โชว์ ครั้งที่ 3 ประจำปี 2561ซึ่งจัดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์ 2561 ณ อ่าวปอ แกรนด์มารีน่า จ.ภูเก็ต เพื่อแสดงศักยภาพของเมืองไทยในฐานะจุดหมายด้านการท่องเที่ยวระดับหรูแห่งใหม่ของโลก โดยเน้นเป้าหมายที่กลุ่มนักแล่นเรือยอชต์ระดับไฮเอนด์ ซึ่งมีอำนาจการใช้จ่ายสูง และต้องการประสบการณ์ทางทะเลที่แปลกใหม่ ด้วยรูปแบบการจัดงานที่แตกต่างจากงานแสดงเรือยอชต์อื่นๆ ให้ลูกค้าที่มีศักยภาพสามารถ “ทดลองและสัมผัส” ทั้งการทดลองแล่นเรือยอชต์ เรือสำราญ และร่วมสังสรรค์ในงานปาร์ตี้บนเรือยอชต์ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ระดับหรูด้วยตัวเอง

งานครั้งนี้ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของเมืองไทยในการเป็นศูนย์กลางการแล่นเรือยอชต์ และการท่องเที่ยวระดับหรูของโลก ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้โดยตรง รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ของภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยเศรษฐกิจของประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการสร้างงาน และการยกระดับสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานเพื่อรองรับการท่องเที่ยวระดับหรู รวมไปถึงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ระดับเฟิร์สคลาสในปัจจุบันให้ดียิ่งขึ้น กล่าวได้ว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวทุกภาคส่วนของประเทศจะได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และผลกระทบเชิงบวกทั้งสิ้น
มร.แอนดี้ เทรดเวลล์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร ไทยแลนด์ ยอชต์โชว์ กล่าวว่า จุดประสงค์การจัดงานของเราคือ การส่งเสริมให้ภูเก็ต และประเทศไทยเป็นนครหลวงแห่งการแล่นเรือยอชต์ของเอเชีย และเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวของซูเปอร์ยอชต์กว่า 5,000 ลำจากทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในช่วงฤดูร้อน โดยแนวชายฝั่งทะเลที่สวยงาม ภูมิประเทศที่น่าตื่นตา ภูมิอากาศที่ดีเยี่ยมตลอดปี และมาตรฐานการต้อนรับนักท่องเที่ยวชั้นเลิศของเมืองไทย ล้วนสร้างความประทับให้แก่ผู้มาเยือนทั่วโลก รวมไปถึงสาธารณูปโภคพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวก ท่าจอดเรือ และบริการต่างๆ ที่สามารถรองรับเรือระดับซูเปอร์ยอชต์ได้อย่างต่ำ 120 ลำ ทำให้เมืองไทยเป็นจุดจอดเรือที่สมบูรณ์แบบในทุกด้านสำหรับนักท่องเที่ยวทางทะเลอย่างแท้จริง”

ด้วยการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลไทย ทีมงานไทยแลนด์ ยอชต์ โชว์ ได้จัดทำแคมเปญการตลาดในสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกเพื่อดึงดูดเจ้าของเรือยอชต์ รวมถึงผู้เช่า และผู้ซื้อเรือยอช์ตที่มีศักยภาพให้มาสัมผัสประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ทางทะเลของเมืองไทยเป็นครั้งแรก แม้ในปัจจุบันยังคงมีข้อติดขัดบางประการในเรื่องภาษี และการตรวจคนเข้าเมือง