Monthly Archives: June 2015

FINA พร้อมฝึกนักกีฬาว่ายน้ำที่ภูเก็ต

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ประกาศความพร้อมเตรียมฝึกนักกีฬาว่ายน้ำทุน FINA จำนวน 25 ทุน จาก 11 ประเทศ มุ่งสู่เส้นทางโอลิมปิก 2016 (Road to Rio 2016) เมื่อเวลา 15.00 น. วันนี้ (29 มิ.ย.) โดยมี นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายพิพัฒน์ พะเนียงเวทย์ เหรัญญิกกิตติมศักดิ์ สหพันธ์ว่ายน้ำนานาชาติ มร.ฟิลิปป์ กราฟ ฟอน ฮาร์เด็นแบร์ก ประธานและซีอีโอ ธัญญปุระ ภูเก็ต นายสันติ ป่าหวาย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต นายธรรมวรรธ เจริญยศ นายกสมาคมกีฬาจังหวัดภูเก็ต นายวิรัช พาที ผอ.กกท.ภูเก็ต แขกผู้มีเกียรติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนนักกีฬา เข้าร่วม

นายพิพัฒน์ พะเนียงเวทย์ เหรัญญิกกิตติมศักดิ์ สหพันธ์ว่ายน้ำนานาชาติ เปิดเผยว่า เป้าหมายสู่โอลิมปิกเกมส์ 2016 ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของฟีน่า ที่ต้องการจะพัฒนากีฬาว่ายน้ำจากทั่วโลก เพิ่มศักยภาพทางการกีฬา มีสถิติที่ดี และสามารถที่จะควอลิฟายไปสู่โอลิมปิกเกมส์ ซึ่งในปีที่ผ่านมา นักกีฬาว่ายน้ำที่ได้รับทุนของฟีน่าเก็บตัวและฝึกซ้อมในศูนย์กีฬาทางน้ำที่ประเทศอเมริกาและโปรตุเกส โดยในครั้งนี้เมื่อประเทศไทยมีความพร้อมทั้งทางด้านสถานที่ของธัญญปุระ ภูเก็ต มีสระว่ายน้ำที่ได้มาตรฐาน สภาพอากาศที่เหมาะแก่การฝึกซ้อม พร้อมโค้ชผู้เชี่ยวชาญ ก็เชื่อว่านักกีฬาว่ายน้ำจะได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี

นักกีฬาว่ายน้ำที่อยู่ในโครงการมาจาก 11 ประเทศ ประกอบด้วย เนปาล มัสดิฟส์ เวียดนาม บังคลาเทศ กัมพูชา ศรีลังกา อินเดีย สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์-เลสเต สาธารณรัฐรวันดา และประเทศไทย โดยขณะนี้มีทุนฟีน่าได้เข้ารับการฝึกซ้อมที่ธัญญปุระ จำนวน 13 คน ซึ่งจะฝึกซ้อมเป็นเวลา 1 ปี ตลอดช่วงการเก็บตัวนักกีฬาว่ายน้ำจะได้รับโปรแกรมการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง โปรแกรมฟิตเนสเสริมสร้างร่างกาย โปรแกรมทางด้านจิตใจ เพื่อสร้างสมดุลทางอารมณ์ รวมไปถึงโภชนาการที่มีคุณค่าสำหรับนักกีฬา ภายใต้การดูแลของหัวหน้าโค้ชชาวสเปน มร.มิเกล โลเปซ ผู้ค่ำหวอดในวงการว่ายน้ำมากว่า 20 ปี เป็นโค้ชผู้ฝึกสอนนานาชาติที่มีถ้วยรางวัลการันตีในการแข่งขันมากมาย

กสทช. เร่งประชาสัมพันธ์ย้ายค่ายเบอร์เดิม

กสทช.งานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภูเก็ตเรื่อง “การแจ้งสิทธิคุ้มครองประชาชนผู้ใช้เลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เกี่ยวกับการแจ้งย้ายเครือข่ายผู้ให้บริการเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเบอร์ใหม่” ที่ร้าน Tiny Coffee ถ.เทพกระษัตรี ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.2558 ที่ผ่านมา เพื่อให้ประชาชนได้เลือกใช้เครือข่ายที่มีบริการเหมาะสมตามความต้องการของตน และส่งเสริมผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่พัฒนาคุณภาพการให้บริการ ตลอดจนการกำหนดราคาที่เป็นธรรมแก่ผู้ใช้งาน โดยมีเจ้าหน้าที่ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

สำนักงาน กสทช. ได้เร่งประชาสัมพันธ์สิทธิผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้ตระหนักในสิทธิของตนเกี่ยวกับการใช้บริการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้งระบบเติมเงิน และระบบรายเดือน ด้วยบริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ Mobile Number Portability (MNP) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ย้ายค่ายเบอร์เดิม” ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สามารถเปลี่ยนผู้ให้บริการเครือข่ายได้โดย ใช้หมายเลขเดิม ด้วยการขอโอนย้ายเลขหมายเดิมที่ใช้งานอยู่ไปยังเครือข่ายอื่นโดยไม่ต้อง เปลี่ยนเลขหมายใหม่ และสามารถโอนย้ายได้ทั้งซิมแบบเติมเงิน (prepaid) และแบบรายเดือน (postpaid) ทำให้ผู้ใช้ บริการสามารถเลือกใช้งานเครือข่ายที่ดีกว่า เหมาะต่อการใช้งานของตน และสอดคล้องต่อการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น

ผู้ที่ใช้งานเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อน ที่ระบบรายเดือนจะต้องไม่มียอดค้างชำระ กับค่ายเดิม และผู้ขอโอนต้องเป็นผู้ที่เคยลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานเลขหมายนั้น ส่วนผู้ใช้งานเลขหมายระบบเติมเงิน จะต้องลงทะเบียนซิมไว้กับค่ายเดิมเรียบร้อยแล้ว และชื่อผู้ขอโอนต้องเป็นชื่อเดียวกับที่เคยลงทะเบียนซิมไว้ สามารถใช้ยอดเงินที่เติมไว้จนหมด โอนให้คนอื่นในค่ายเดียวกัน หรือขอเงินคืนก็สามารถทำได้ นอกจากนี้ เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลที่จดทะเบียนต่อเครือข่ายเดิมได้รวดเร็ว ยิ่งขึ้น กรุณานำใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงินจากเครือข่ายเดิมมาด้วย ส่วนเงินค่าบริการ และวันใช้บริการคงเหลือ และสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากค่ายเดิมจะไม่ถูกโอนไปค่ายใหม่

เจ้าของที่ดินชุมชนสระต้นโพธิ์ยืนยันมีเอกสารสิทธิถูกต้อง

นายสำราญ แสนยานุภาพ พร้อมด้วยนายสุลักษณ์ กุณารักษ์ เจ้าของโฉนดที่ดินเลยที่ 73 ม. 3 ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต พร้อมด้วยนายสุธน ทวีสุวรรณ ทนายความ เดินทางเข้ายื่นหนังสือ กับนายสุธี ทองแย้ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และนายประพันธ์ ขันพระแสง หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดภูเก็ต เมื่อเวลา 13.30 น. วันนี้ ( 19 มิ.ย.) เพื่อจี้แจงข้อเท็จจริง กรณีชาวบ้านชุมชนสระต้นโพธิ์ ต.ฉลอง จ.ภูเก็ต บุกรุกเข้าไปอยู่อาศัยในที่ดินโฉนดเลขที่ 73 เดินทางมาติดตามความคืบหน้าที่ศูนย์ดำรงธรรมภูเก็ต ขอให้ช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย โดยอ้างว่าได้รับความเดือดร้องจากเจ้าของที่ดินที่อ้างสิทธิ์ครอบครอง

นายสุธน ทวีสุวรรณ ทนายความเจ้าของที่ดิน เผยว่า ที่ดินดังกล่าวมีหลักฐานการออกโฉนดที่ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมากรณี มีการร้องเรียนให้ตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว ทางจังหวัดและที่ดินจังหวัดภูเก็ตได้มีการตรวจสอบแล้ว สรุปว่า การออกเอกสารสิทธิออกมาอย่างถูกต้องโดยชอบ ที่ดินแปลงนี้มีการออกเอกสารสิทธิมานานแล้วเดิมเป็นเอกสารสิทธิ 4 โฉนด แต่เมื่อปี 2555 ได้มีการรวมโฉนดเป็นแปลงเดียวกัน ส่วนกรณีผู้บุกรุกที่เป็นชาวบ้านนั้นที่ผ่านมาทางเจ้าของที่ดินได้ฟ้องร้อง ไปแล้วหลายราย รวมทั้งรายของนายรอนแหม สังข์ขาว ประธานชุมชนสระต้นโพธิ์ และพวก ซึ่งศาลตัดสินจำคุกไปแล้ว ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ของจำเลย และพวก ซึ่งศาลได้มีการตัดสินไปแล้วประมาณ 10 ราย จากการฟ้องร้องประมาณ 50 คดี

แต่มีบางรายที่ทางเจ้าของ ที่ดินถอนฟ้องเนื่องผู้ถูกฟ้องจากยินยอมยอมที่จะย้ายออกไปจากพื้นที่เอง ซึ่งมีประมาณ 40 ราย นอกจากนั้นยังมีการฟ้องร้องเพิ่มเติมอีกประมาณ 40 -50 ราย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเจรจากับทางผู้บุกรุกมาโดยตลอด หลังจากนี้คงจะไม่มีการเจรจาแล้ว แต่จะใช้กฎหมายดำเนินการแทน ส่วนกรณีที่ผู้บุกรุกอ้างว่ามีการส่งชายชุดดำเข้าไปข่มขู่นั้น ในส่วนของเจ้าของที่ดินยืนยันว่าไม่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าว ไม่มีการส่งชายชุดดำไปข่มผู้บุกรุกอย่างแน่นอน

ตร.เมืองภูเก็ตจับกุมโจรตะเวนลักทรัพย์หมู่บ้านคนรวย

พล.ต.ต.พชร บุญญสิทธิ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พร้อมด้วย พ.ต.อ.พินิจ ศิริชัย รองผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พ.ต.อ.ไกรทอง จันทร์ทองใบ ผกก.สภ.เมืองภูเก็ต พ.ต.ท.คุณเดช ณ หนองคาย รองผกก.สส.สภ.เมืองภูเก็ต พ.ต.ท.สมศักดิ์ ทองเกลี้ยง สว.สส.สภ.เมืองภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองภูเก็ต ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาก่อเหตุลักทรัพย์ในบ้านเรือนของชาวบ้าน เมื่อเวลา 16.30 น. วันนี้ (19 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมชั้น 4 สภ.เมืองภูเก็ต

ผู้ต้องหามี 2 คน คือนายอิทธิพล หรืออิท บุญประกอบ อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4/5 ถ.ศรีเสนา ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต นายรัฐพงศ์ หรือต้น ขันธ์พัฒน์ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 66 ม.3 ต.พรรณา อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร พร้อมด้วยของกลาง เครื่องคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค จำนวน 2 เครื่อง เครื่องเล่นเกมเพลย์ สเตชั่น จำนวน 1 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ จำนวน 4 เครื่อง พวงกุญแจแบบโลหะ ของหมู่บ้านศุภาลัย จำนวน 1 อัน อุปกรณ์การเสพยาไอซ์ จำนวน 1 ชุด และนาฬิกาข้อมือ แบบดิจิตอล จำนวน 1 เรือน นอกจากนี้ยังได้ตรวจยึดทรัพย์สินอีกกว่า 30 ชิ้น เช่น กีต้าร์ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ ทีวีจอแบน รองเท้าผ้าใบ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ

คนร้ายอ้างว่าหมู่บ้านดังกล่าวเป็นหมู่บ้านที่คนรวยอยู่เป็นจำนวนมาก และน่าจะมีทรัพย์สินอยู่ภายในบ้านเป็นจำนวนมาก และจะเลือกบ้านที่ไม่กล้องวงจรปิดและสัญญาณกันขโมย เพราะสะดวกแก่การเข้าไปขโมยทรัพย์สิน และคนร้ายทั้ง 2 ราย เคยเป็นช่างมาก่อนจึงมีความชำนาญในการงัดเข้าบ้าน และคนร้ายมีประวัติเคยถูกจับกุมเรื่อง ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ และวิ่งราวทรัพย์ มาก่อน เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา “ร่วมกันลักทรัพย์ ฯ หรือรับของโจร” ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และรับว่าได้ก่อเหตุในพื้นที่ สภ.เมืองภูเก็ต จำนวน 5 ครั้ง นอกจากนี้ยังมี นายพสุภัทร หรือแซก สกุลทุ่งโพธิ์ทอง อายุ 26 ปี อยู่บ้านเลขที่ 199/9 ม.6 ต.บางริ้น อ.เมือง จ.ระนอง อยู่ระหว่างการหลบหนี โดยทางเจ้าหน้าที่จะออกหมายจับต่อไป

2 นักท่องเที่ยวหลงป่าศูนย์ศึกษาธรรมชาติเขาพระแทวภูเก็ต

นายพงศ์ชาติ เชื้อหอม หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาพระแทว นายวิชาติ พันธุ์คง รักษาราชการแทนหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าฯ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทว โครงการคืนชะนีสู่ป่า หน่วยกู้ชีพกุศลธรรม ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจ สภ.ถลาง อส.อำเภอถลาง ให้การช่วยเหลือ 2 นักท่องเที่ยวชาวตุรกีซึ่งพลัดหลงอยู่ในป่า เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา

โดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยวได้รับแจ้งจากพนักงานโรงแรมปาล์มบีชป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ว่ามีนักท่องเที่ยว 2 สามีภรรยาชาวตุรกีโทรศัพท์ส่งข้อความเป็นภาษาอังกฤษ และภาพในที่เกิดเหตุคือ อยู่ที่พิกัดต้นไม้ EOS 11 และแจ้งว่าทั้งคู่หลงป่าในขณะเดินทางท่องเที่ยวเข้าไปในศูนย์ศึกษาธรรมชาติ และสัตว์ป่าเขาพระแทว หมู่ที่ 1 ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

หลังจากนั้น เมื่อเวลา 22.50 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สามารถค้นหานักท่องเที่ยวหนุ่มสาวชาวตุรกีพบตัวทั้งคู่ ซึ่งอยู่ในสภาพอิดโรย และกระหายน้ำ และหิวข้าว ไม่สามารถเดินลงจากสันเขาพระแทวได้อย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ได้ให้น้ำดื่มในเบื้องต้น และพยายามให้เดินลัดเลาะมาตามแนวทางเดินป่า โดยยึดเอาแนวน้ำตกบางแปเป็นหลัก และมีการจัดเตรียมรถพยาบาลฉุกเฉินไว้พร้อมแล้ว เพื่อลำเลียงส่งโรงพยาบาลถลาง เพื่อให้แพทย์ตรวจร่างกาย และจะนำส่งโรงแรมปาล์มบีชป่าตอง ตามความต้องการของนักท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่แจ้งว่าต้องใช้เวลาพาตัวนักท่องเที่ยวมาที่บริเวณจุดนัดพบลาน น้ำตกบางแปได้คาดว่าในเวลาประมาณ 23.00 น.และเจ้าหน้าที่ชุดช่วยเหลือ และค้นหาพร้อมเจ้าหน้าที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ และอาสาสมัคร มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต ประจำบ้านเมืองใหม่ สามารถนำตัวนักท่องเที่ยวทั้งคู่ คือนาย Bulent Burak และนาง Pinar Burak ถึงบริเวณจุดรวมพลลานข้างน้ำตกบางแป ในเวลาประมาณ 00.20 น.

สภาทนายความจัดอบรม “ทวงหนี้อย่างไรไม่ให้ติดคุก”

นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานในพิธีเปิดการจัดอบรมสัมมนากฎหมายใหม่ เรื่อง “ทวงหนี้อย่างไรไม่ติดคุก” เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ (14 มิ.ย.) ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ซึ่งสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสมาพันธ์ผู้บริหารหนี้ สถาบันการเงินแห่งประเทศไทย จัดขึ้น มี นายวิเชียร ชุบไธสง อุปนายกฝ่ายสวัสดิการและสิทธิประโยชน์ และประธานสมาพันธ์ผู้บริหารหนี้สถาบันการเงินแห่งประเทศไทย นายธีรศักดิ์ โชติวานิช กรรมการฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ทนายความวันรัฐ นาคสุวรรณ กรรมการบริหารสภาทนายความภาค 8 นายชัยยศ ปัญญาไวย สภาทนายความจังหวัดภูเก็ต ตลอดจนประธานสภาทนายความ และสมาชิกทนายความในจังหวัดภาค 8 และสมาชิกเครือข่าย ผู้ประกอบธุรกิจการทวงถามหนี้ในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดต่างๆ ในภาค 8 สถาบันการเงิน และประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 500 คน

สำหรับการจัดอบรมสัมมนาในครั้งนี้นายวันรัฐ นาคสุวรรณ กรรมการบริหารสภาทนายความ ภาค 8 กล่าวว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสัมมนาได้รับรู้ถึงการมีกฎหมายใหม่ที่บัญญัติขึ้นในยุคปัจจุบัน ประกอบกับมีกฎหมายเดิม ซึ่งมีเนื้อหาสอดคล้องเกี่ยวข้องกัน ซึ่งจะนำไปสู่ภาคปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะการทวงหนี้ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 หากทวงถามหนี้ผิดวิธีอาจติดคุกได้ จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจถูกต้องป้องกันปัญหาที่จะเกิด ขึ้นในทางปฏิบัติให้ถูกวิธี

นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีมาตรากฎหมายใหม่มาบังคับใช้เป็นจำนวนมาก เพราะการเสนอกฎหมายในยุคนี้สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากอยู่ในช่วงการใช้อำนาจพิเศษ ดังนั้น เป็นหน้าที่ของทุกคนทุกฝ่ายต้องคอยติดตาม และเป็นหน้าที่ของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ในการเผยแพร่ความรู้ให้แก่ ประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์หลักของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ในวันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สภาทนายความฯ จะให้การเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายใหม่ เพื่อการเรียนรู้ และเพิ่มพูนความรู้ใหม่ให้ผู้เข้าอบรมสัมมนาได้นำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ

ประชาชนร่วมซ้อมหนีภัยสึนามิหาดป่าตอง

นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธีเปิด และร่วมสังเกตการณ์การฝึกซ้อมแผนอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยสึนามิ ประจำปี 2558 วันนี้ (9 มิ.ย.) โดยเทศบาลเมืองป่าตอง ร่วมกับจังหวัดภูเก็ต หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน จัดขึ้น เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีความรู้ ความเข้าใจในการอพยพหนีภัย และเพื่อลดความสูญเสียในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน นักท่องเที่ยว และสถานประกอบการต่างๆ ณ บริเวณถนนบางลา ชายหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต

นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง น.ส.เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ กล่าวว่า ด้วยมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย.2550 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งมีหน้าที่ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยในพื้นที่ โดยมีผู้บริหาร และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ ตนในฐานะผู้อำนวยการท้องถิ่น จึงได้จัดให้มีการฝึกซ้อมแผนอพยพหลบภัยสึนามิขึ้นในวันนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถจัดเจ้าหน้าที่ และเครื่องมือ เครื่องใช้ออกปฏิบัติหน้าที่ได้ในทันที กรณีเกิดเหตุภัยพิบัติดังกล่าว ประกอบกับทำให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ร่วมฝึกซ้อมมีความรู้ และเกิดทักษะในการอพยพไปยังจุดปลอดภัย ตลอดจนยังเป็นการบูรณาการบริหารจัดการภัยพิบัติที่เกิดขึ้นร่วมกัน

หาดป่าตองเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวจำนวนมาก การเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับภัยสึนามิ และวิธีการซ้อมแผนอพยพผู้คนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และหน่วยงานของทางราชการต่างๆ สามารถอพยพตนเอง ช่วยเหลือผู้อื่นได้โดยไม่เกิดการตระหนกตกใจ สามารถไปถึงจุดปลอดภัยได้อย่างปลอดภัย

ชาวป่าคลอกร้องเรียนผู้ว่าฯติดตามปัญหาเสาไฟฟ้าแรงสูง

ชาวบ้านกว่า 100 คนบุกศาลากลางภูเก็ต ขอพบผู้ว่าฯ เพื่อร้องเรียนการติดตามความคืบหน้าปัญหาการปักเสาไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ ต.ป่าคลอก จ.ภูเก็ต หวั่นถูกรอนสิทธิ ผู้ว่าฯ เตรียมประสานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นอีกครั้งภายใน 2 สัปดาห์นี้ ขณะที่ตัวแทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตระบุยังอยู่ในขั้นตอนการเลือกแนวปักเสาเท่านั้น

ชาวบ้านป่าคลอก และบ้านพารา ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต กว่า 100 คน นำโดย นายสุรทิน เลี่ยนอุดม นายสุรัยมาลย์ แก้วงามดี นายสำราญ พานดำ อดีตผู้ใหญ่บ้านพารา รวมตัวเรียกร้องขอพบ นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีชาวบ้านร้องเรียนเรื่องการสร้างแนวเสาไฟฟ้าแสง สูง 500 KV ผ่านในพื้นที่บ้านพารา และบ้านป่าคลอก ต.ป่าคลอด จ.ภูเก็ต เมื่อเวลา 09.00 น. วันนี้ (9 มิ.ย.) ที่หน้าศาลากลางจังหวัดภูเก็ต เพื่อขอให้ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ทบทวนการวางแนวปักเสาไฟฟ้าแรงสูง 500 KV เนื่องจากชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนหลายร้อยครัวเรือน

สำหรับการเดินทางมาเรียกร้องในครั้งนี้ ปรากฏว่า นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ติดภารกิจเดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดการซ้อมแผนรับมือสึนามิถล่มใน พื้นที่ ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต โดยมี นายสมเกียรติ สังข์ขาวสุทธิรักษ์ นายสุธี ทองแย้ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นายทวีศักดิ์ ศรีราชยา ผู้ช่วยผู้จัดการโครงการก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิต กรุงเทพมหานคร นายประพันธ์ ขันพระแสง หัวหน้าศูนย์ดำรงธรรมภูเก็ต ร่วมรับฟังปัญหาความเดือดร้อน และข้อเสนอแนะของชาวบ้านที่เดินทางมาร้องเรียนในครั้งนี้ แต่ในส่วนของกลุ่มผู้เรียกร้องยืนยันที่จะพบกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเท่านั้น

เทศบาลตำบลราไวย์จัดงานสืบสานขนมไทย “กะละแม” สืบสานขนมไทย

งานสืบสานขนมไทย “กะละแม” ประจำปี 2558 จัดโดยเทศบาลตำบลราไวย์ จ.ภูเก็ต เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมฯ อันดีงามให้ลูกหลานได้สืบทอด สืบสานขนมไทยต่อเนื่อง และยังช่วยส่งเสริมความสามัคคี ความร่วมแรงร่วมใจอันดีในเด็ก ผู้ใหญ่ และคนเฒ่าคนแก่

นายอรุณ โสฬส นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ เป็นประธานในโครงการสืบสานขนมไทย “กะละแม” ราไวย์ ประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่บริเวณลานสำนักสงฆ์ในหาน หมู่ 1 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ซึ่งเทศบาลตำบลราไวย์ ร่วมกับสำนักงานสงฆ์ในหาน และชุมชนราไวย์ เพื่อสนับสนุน และรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยให้ลูกหลานได้สืบทอด และสืบสานขนมไทยให้ต่อเนื่อง ส่งเสริมความสามัคคี ความร่วมแรงร่วมใจอันดีในเด็ก ผู้ใหญ่ และคนเฒ่าคนแก่ ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนได้มีโอกาสนำเอากิจกรรมนี้ไปใช้ในอนาคตให้เกิด ประโยชน์ในการดำรงชีวิตต่อไป มี นายพิสิษฐ์ ปภากิจยศพัฒน์ รองนายกเทศมนตรีราไวย์ ตลอดจนผู้นำชุมชน และชาวบ้านในชุมชนตำบลราไวย์เข้าร่วม

นายอรุณ โสฬส นายกเทศมนตรีตำบลราไวย์ กล่าวว่า งานสืบสานขนมไทย การกวน “กะละแม” จัดเป็นประจำทุกปี เพราะว่าขนมกะละแมนั้นถือว่าเป็นขนมมงคลที่ใช้ในงานแต่งงาน และใช้ในงานมงคลหลายๆ งานเพื่อความเป็นสิริมงคล การที่เราได้รวบรวมพี่น้องประชาชนมาแสดงออกถึงความรักความสามัคคี โดยใช้งานการสืบสานขนมไทย กวนกะละแม มาเป็นสื่อ ซึ่งก็ทำให้ทุกคนมาร่วมกัน เพราะว่าการกวนกะละแม แต่ละครั้งต้องใช้เวลาในการกวนแต่ละกระทะนาน 3 ชั่วโมง ซึ่งใน 3 ชั่วโมงนั้นพี่น้องประชาชนได้มีกิจกรรมร่วมกัน ต้องใช้คน 10-20 คน สลับหมุนเวียนกันกวนกะละแมแต่ละกระทะ สามารถสร้างความรักความกลมเกลียวขึ้นในหมู่คณะ นี่คือจุดเป้าหมายที่เราได้มุ่งเน้นให้เกิดความรักความสามัคคี ได้ร่วมกันอนุรักษ์สืบสานประเพณีดังกล่าวต่อไป

เทศบาลนครภูเก็ต ห้ามทิ้งขยะลงในคลองถ้าเจอปรับแน่

จากปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลนครภูเก็ตซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง น.ส.สมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีนครภูเก็ต เปิดเผยว่า ส่วนหนึ่งมาจากขยะภายใน คู คลอง ซึ่งเป็นขยะที่ประชาชนทิ้งลงในคลองบ้าง เป็นขยะตกค้างภายในท่อระบายน้ำบ้าง ซึ่งขยะเหล่านี้จะไปกีดขวางการระบายน้ำ ทำให้น้ำระบายไม่ทัน เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วม สร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

เทศบาลนครภูเก็ต ได้จัดทำโครงการรณรงค์ขอความร่วมมือจากประชาชนไม่ทิ้งขยะลงในคูคลอง โดยได้จัดทำป้ายรณรงค์ติดตามจุดต่างๆ ที่เป็นปัญหาของขยะอุดตัน ซึ่งในระยะแรก เทศบาลนครภูเก็ต จะเข้มงวดในพื้นที่คลองบางใหญ่ก่อนเป็นอันดับแรก หากพบเห็นประชาชนทิ้งขยะลงในคูคลองก็จะมีการว่ากล่าวตักเตือน หลังจากนั้น จะเริ่มดำเนินการตามกฎหมาย คือ จับ ปรับ ผู้ทิ้งขยะลงในคู คลองอย่างจริงจัง ซึ่งโทษปรับจะเริ่มตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 ซึ่งกฎหมายมีโทษปรับสูงสุดถึง 10,000 บาท

นอกจากนั้นเทศบาลนครภูเก็ตขอความร่วมมือร่วมใจจากพี่น้องประชาชนทุกท่านไม่ว่าจะอาศัยอยู่บริเวณคลอง บางใหญ่ ซึ่งเป็นคลองสายเดียวที่ไหลผ่านใจกลางเมืองภูเก็ต ในการช่วยกันรักษา และดูแลไม่ทิ้งขยะลงในคลอง ตลอดจนคู และรางระบายน้ำ ซึ่งอยู่หน้าบ้านของท่านก็ต้องช่วยกันดูแล หากพบเห็นขยะอุดตันก็ขอให้ช่วยกันเก็บ หรือแจ้งไปยังเทศบาลนครภูเก็ต เพื่อจะได้ดำเนินการให้ต่อไป อย่างไรก็ตาม หากทุกคนร่วมมือร่วมใจกันช่วยสอดส่องดูแล และไม่ทิ้งขยะลงในคูคลอง ปัญหาน้ำท่วมขังคงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน