Category Archives: Uncategorized

จีนมาแล้ว

ถึงแม้ว่านักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาภูเก็ตแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด ซึ่งจากการสอบถามผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนรายหนึ่งในจังหวัดภูเก็ต ระบุว่า หลังจากที่เกิดเหตุเรือฟินิกซ์ล่ม เมื่อเดือน ก.ค.ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อตลาดนักท่องเทียวจีนทันที ถึงแม้ว่าในขณะนี้ นักท่องเที่ยวจีนจะกลับมาท่องเที่ยวที่ภูเก็ตแล้ว แต่ก็ยังไม่เท่ากับก่อนเกิดเรือล่ม โดยขณะนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 50-60% เท่านั้น และโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางกับกรุ๊ปทัวร์ยังกลับเข้ามาน้อยมาก นักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในขณะนี้จะเป็นกลุ่ม FIT หรือ กลุ่มที่เดินทางมาท่องเที่ยวเองมากกว่า

ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนรายเดิม ระบุต่อว่า สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับมาภูเก็ตเหมือนก่อนเกิดเหตุเรือฟินิกซ์ล่ม น่าจะมาจาก 3 สาเหตุหลัก คือ ทางการจีนยังไม่มั่นใจในมาตรการรักษาความปลอดภัยทางทะเลของภูเก็ต ถึงแม้หน่วยงานราชการของภูเก็ตจะพยายามออกมาตรการด้านความปลอดภัยทางทะเลและมีการควบคุมดูแลเรือทุกลำก่อนออกจากท่าอย่างเข้มงวดก็ตาม แต่ก็ยังเกิดอุบัติเหตุทางทะเล ที่ทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอยู่เรื่อยๆ จึงไม่สามารถที่จะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้มากนักในขณะนี้ ประกอบกับรัฐบาลจีนเองก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเชื่อมั่นใจความปลอดภัยทางทะเลของไทย ยังมีการแจ้งเตือนในให้เดินทางท่องเที่ยวอย่างระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญคือเอเย่นต์ทัวร์ในจีนเปลี่ยนจุดหมายปลายทางการขายจากภูเก็ตไปเป็นแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ หลังเกิดเหตุเรือล่ม โดยเฉพาะเวียดนาม และเมียนมา ที่สามารถขายได้ง่ายกว่า ระยะเวลาการเดินทางที่ใกล้กว่า ต้นทุนที่ต่ำกว่า สามารถขายได้ง่ายกว่า จึงไม่กลับมาขายภูเก็ต ทำให้กรุ๊ปทัวร์จากจีนเข้าภูเก็ตน้อยในปัจจุบันนี้

แหล่งข่าวรายเดิม เปิดเผยต่อว่า สิ่งสำคัญที่ทางไทยจะต้องดำเนินการในขณะนี้คือพูดคุยกับทางการจีนถึงมาตรการความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวทางทะเล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ก่อนที่นักท่องเที่ยวจีนจะเปลี่ยนไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เพราะยังเชื่อมั่นว่าคนจีนชอบภูเก็ต เพียงแต่มั่นใจในความปลอดภัยเท่านั้นเอง

หลังเกิดเหตุเรือล่มเป็นต้นมา รัฐบาลจีน สื่อจีน เอเย่นต์ทัวร์ และนักท่องเที่ยวจีน ยังคงถามหามาตรการความปลอดภัยทางทะเล เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องสร้างให้เห็นเป็นรูปธรรม ทั้งมาตรการการป้องกันก่อนเกิดเหตุและมาตรการในการให้การช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

โชว์ปลา

เมื่อเร็วๆ นี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต จัดนิทรรศการ “Aqua Life Journey Tales of Betta” โชว์ปลากัดสายพันธุ์ไทยกว่า 20 สายพันธุ์ สู่สายตาชาวไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลก ให้ได้มาสัมผัสกับความงดงาม ความพลิ้วไหวบนความแข็งแกร่งของปลากัดไทย

ปลากัด เป็นปลาน้ำจืดสายพันธุ์พื้นเมือง พบได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในอดีต ชาวไทยสมัยก่อนนิยมเลี้ยงปลากัด นำมากัดในลักษณะเกมกีฬาคล้ายกับการชนไก่มากว่า 100 ปี เนื่องจากปลากัดเป็นปลาที่มีความอดทนในการต่อสู้เป็นระยะเวลานานเพื่อเอาชนะกัน มีคุณสมบัติว่องไว อดทน แข็งแรง มีสัญชาตญาณของการเป็นนักสู้ ปกป้องอาณาเขตของตนเอง โดยลักษณะธรรมชาติในการกัดของปลากัดจะมีลีลาที่สวยงาม และมีชั้นเชิงในการต่อสู้ มีการพองครีบให้ขยายใหญ่ขึ้นเพื่อข่มขวัญคู่ต่อสู้
ขณะเดียวกัน ด้วยสีสันลวดลายสดใสแตกต่างจากปลาชนิดอื่น ปลากัดจึงนิยมถูกนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามจนถึงปัจจุบัน สอดคล้องกับเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา กรมประมงได้มีหนังสือถึงสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยกระดับให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติของไทยอีกด้วย

ทั้งนี้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต จึงได้เห็นความสำคัญในการเชิดชูเอกลักษณ์ไทยผ่านวิถีชีวิตชาวไทยที่คุ้นเคยกับปลากัดมาอย่างช้านาน ผ่านการจัดงาน Aqua Life Journey “Tales of Betta” ซึ่งภายในงานมีการนำปลากัดไทยสายพันธุ์ต่างๆ มาให้รู้จัก ทั้งที่มา ต้นกำเนิด ลักษณะที่โดดเด่นของแต่ละสายพันธุ์ มีนิทรรศการภาพถ่ายของ คุณวิศรุต อังคทะวานิช ศิลปินผู้ชื่นชอบปลากัดไทย โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรูปร่างที่สวยงาม สรีระที่โดดเด่น สีสันที่สวยสดงดงามของปลากัดไทย

รถไฟฟ้า

รฟม.ฟังเสียงเอกชนไทย/เทศ เตรียมเปิดประมูลรถไฟฟ้าภูเก็ตกว่า 3.48 หมื่นล. ในไตรมาส3/62 เร่งคุย กรมทางหลวง ปรับแบบช่วงทางแยก เป็นใต้ดิน อีก2 แห่ง คาดงบเวนคืน1.5 พันล. เปิดเฟสแรก”สนามบินภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง คดส. 100-137 บาท

นายธีรพันธ์ เตชะศิรินุกูล รองผู้ว่าฝ่ายกลยุทธ์และแผน การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กล่าวว่า รฟม.ได้จัดงานสัมมนาการทดสอบความสนใจของภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Market Sounding) โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากตัวแทนเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อนำไปประกอบการศึกษารูปแบบการให้เอกชนร่วมลงทุนโครงการต่อไป

ซึ่งตามขั้นตอนหลังจากสรุปผล จะนำเสนอต่อคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. กระทรวงคมนาคม คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) โดยคาดว่าจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติโครงการได้ในกลางปี 2562

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการ PPP Fast Track คาดว่าจะสามารถเชิญชวนร่วมลงทุนได้ในไตรมาส 3 ปี 2562 และจะใช้ระยะเวลาพิจารณาข้อเสนอ ซึ่งจะรู้ผลผู้ชนะและลงนามสัญญาได้ประมาณกลางปี 2563 เริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในปี 2563 และเปิดให้บริการได้ในปี 2566

สำหรับโครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต มีมูลค่าโครงการประมาณ 3.48 หมื่นล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับแบบตามข้อเสนอกรมทางหลวง เพื่อลดผลกระทบการจราจร ประมาณ 2 จุด โดยปรับให้เป็นทางลอด เลี่ยงช่วงยูเทิร์นและทางแยก ซึ่งอาจจะทำให้มี

ค่าก่อสร้างเพิ่มแห่งละประมาณ 500-800 ล้านบาท

ส่วนการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) นั้นขณะเดียวกันอยู่ในขั้นตอนคณะกรรมการผู้ชำนาญการ(คชก.) พิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม.

“โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต รฟม.รับมาดำเนินการจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งเป็นผู้ออกแบบ โดยได้จัดรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ จ.ภูเก็ต บางส่วนกังวลโครงการตั้งอยู่ระดับเดียวกับพื้นดิน จะทำให้เกิดปัญหาจรจาจร รฟม.จะดูเส้นทางเดินรถให้เหมาะสมที่สุด” รองผู้ว่า รฟม.กล่าว

ทั้งนี้ โครงการเป็น PPP รูปแบบคล้ายกับสายสีชมพูและสายสีเหลือง โดยภาครัฐจะอุดหนุนค่าก่อสร้างงานโยธา วงเงิน 1.78 หมื่นล้านบาท ค่างานที่เกี่ยวข้องกับการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 1.5 พันล้านบาท โดยให้เอกชนลงทุนไปก่อน รวมทั้งลงทุนระบบรถไฟฟ้า และจัดหาขบวนรถไฟฟ้า การเดินรถและการซ่อมบำรุงรักษา ส่วนงานก่อสร้างคาดว่าจะใช้ระยะเวลา 3-3.5 ปี และให้ระยะเวลาสัมปทาน 30 ปี ในการให้บริการ โดยในช่วงเวลา 30 ปี (ปี 66-96) ประมาณการรายได้โครงการจากค่าโดยสารรวม 7.45 หมื่นล้านบาท

โครงการระบบขนส่งมวลชนจังหวัดภูเก็ต มีระบบรถไฟฟ้ารางเบา (LRT/Tram) แบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 ช่วงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต-ห้าแยกฉลอง ระยะทาง 41.7 กม. และระยะที่ 2 ช่วงท่านุ่น-เมืองใหม่ ระยะทาง 16.8 กม. ซึ่ง รฟม.จะเริ่มดำเนินการระยะที่ 1 ก่อนที่มีจำนวนสถานี 21 สถานี แบ่งเป็นระดับพื้นดิน 19 สถานี สถานียกระดับ 1 สถานี และสถานีใต้ดิน 1 สถานี

กำหนดอัตราค่าโดยสารแบบระยะทาง สูงสุดประมาณ 100-137 บาทต่อเที่ยว หรือแรกเข้า 18 บาท เก็บตามระยะทาง กม.ละ 2 บาท โดยจากวิเคราะห์พบว่าโครงการนี้จะให้ผลตอบแทนการลงทุนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) ประมาณ 12.5%

นายธีรพันธ์ กล่าวว่า โครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการใหญ่ มีนักลงทุนจากต่างประเทศให้ความสนใจ ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาลี จีน ญี่ปุ่น ส่วนเอกชนไทย มีผู้ให้บริการรถไฟฟ้าทั้ง 2 ราย ได้แก่ บมจ.บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้ง (BTS) และ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ให้ความสนใจ และบริษัทผู้รับเหมารายใหญ่ รวมทั้งกลุ่มทุนท้องถิ่น เช่น บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมือง จำกัด

นอกจากนี้ รฟม.ยังมีโครงการระบบขนส่งมวลชนในภูมิภาคอีก ได้แก่ เชียงใหม่ นครราชสีมา และพิษณุโลก โดยเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบาเช่นกัน ในส่วน จ.เชียงใหม่ ขณะนี้ รฟม.กำลังว่าจ้างที่ปรึกษาออกแบบ คาดเริ่มดำเนินการและออกแบบแล้วเสร็จกลางปี 2563, จ.นครราชสีมา คาดว่าจะคัดเลือกที่ปรึกษาออกแบบในอีก 3 เดือน และ จ.พิษณุโลก เตรียมเสนอ ครม.ออก พ.ร.ฎ.มอบอำนาจให้ รฟม.ดำเนินโครงการ โดยจะเสนอบอร์ด รฟม.พิจารณาในที่ 25 ม.ค.2562

เต่ามาแล้ว

แม่เต่ามะเฟืองขนาดใหญ่ ขึ้นมาวางไข่ชายหาดเขาหลัก จ.พังงา หน้าโรงแรมเขาหลักออร์คิด บีช รีสอร์ท ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า ในรอบหลายสิบปี
ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก น.ส.กฤษณา แซ่ลิ่ม กรรมการผู้จัดการ โรงแรมเขาหลักออร์คิด บีช รีสอร์ท ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พนักงานโรงแรม และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครพิทักษ์ทะเลและชายฝั่ง และเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายหาดปลอดบุหรี่พื้นที่เขาหลัก ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 8

ออกลาดตระเวนชายหาดพบเต่ามะเฟืองขนาดความยาวประมาณ 125 เซนติเมตร กว้างประมาณ 70 เซนติเมตร ขึ้นมาวางไข่บริเวณชายหาดเขาหลัก หน้าโรงแรมเขาหลักออร์คิด บีช รีสอร์ท ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวัง กั้นแนวเขตพร้อมได้ประสานนักวิชาการ สวทม.ภูเก็ต เข้ามาตรวจสอบ และพิจารณาดำเนินการต่อไป
สำหรับการขึ้นมาวางไข่ของแม่เต่ามะเฟือง ขึ้นมาวางไข่ที่บริเวณหน้าชายหาดครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นดีใจให้แก่เจ้าหน้าที่ รวมทั้งนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่พบเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่บริเวณชายหาดคึกคักมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว
ทางด้านนายประถม รัศมี ผอ.สบทช.8 กล่าวว่า นับว่าเป็นความโชคดีที่ทรัพยากรธรรมชาติกลับฟื้นคืนมาจนทำให้พบเต่ามะเฟืองขนาดใหญ่ขึ้นมาวางไข่บริเวณชายหาดเขาหลัก เพราะหลังจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิเมื่อ ปี 47 พบเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่น้อยมาก และมีแนวโน้มใกล้จะสูญพันธุ์ เนื่องจากเต่ามะเฟืองจะวางไข่น้อย และเว้นช่วงนาน รวมทั้งมีเครื่องมือการทำประมงหลายชนิดที่ส่งผลกระทบต่อการเข้ามาผสมพันธุ์เพื่อวางไข่ของเต่า เมื่อมีสิ่งรบกวนการขึ้นมาวางไข่ของเต่าก็จะน้อยลงซึ่งขณะนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปดูไข่เต่าที่แม่เต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่ที่บริเวณหน้าชายหาดคึกคักเพื่อดูแลรักษาต่อไป

ดูแลโลมา

จากกรณีเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ได้ให้การช่วยเหลือลูกโลมาลายแถบแรกเกิดที่ถูกคลื่นมาเกยหาดที่หาดในยาง จ.ภูเก็ต เพื่อทำการฟื้นฟูและรักษาก่อนปล่อยกลับทะเล

ล่าสุด มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงอาการของลูกโลมาลายแถบ ที่ทางเจ้าหน้าที่กำลังดูแล ว่า ลูกโลมาตัวดังกล่าวไม่สามารถว่ายน้ำได้ ต้องใช้เจ้าหน้าที่พยุงตัวตลอด 24 ชั่วโมง โดยขณะนี้ต้องการรับสมัครอาสาสมัครเข้าไปช่วยดูแลลูกโลมาตัวดังกล่าว
โดยเจ้าของโพสต์ ระบุว่า “ขณะนี้น้องอยู่ในสภาวะที่ว่ายน้ำไม่ได้ และ ปล่อยตัวจมน้ำตลอดเวลา นั่นหมายความว่า เราต้องใช้อาสาสมัครอยู่ข้างน้อง ประคองน้องตลอด 24 ชั่วโมง แม้น้องจะมีทุ่นพยุงตัวอยู่ก็ตาม นอกจากนั้น อาสาสมัครจะช่วยวัดอัตราการเต้นของหัวใจ จำนวนครั้งในการหายใจต่อ 5 นาที และ ราดน้ำให้ผิวหนังของน้องในส่วนที่พ้นน้ำให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา นับเป็นงานที่หนักพอสมควร แต่จะเป็นประสบการณ์ที่ท่านจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ข้อปฏิบัติในการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครดูแลลูกโลมาลายแถบ 1.ใส่ถุงมือและหน้ากากอนามัยทุกครั้งในการลงไปดูแลโลมาในบ่อพักฟื้น เพื่อป้องกันโรคติดต่อที่อาจติดจากโลมาได้ 2.ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ไม่ควรเกิน 3 ชั่วโมง ดังนั้น จึงต้องการอาสาสมัครจำนวนพอสมควรเพื่อมาสับเปลี่ยนกัน 3.ระหว่างการปฏิบัติงาน ถ้าเกิดอาการไม่สบาย หรือเหนื่อยอ่อนผิดปกติ ให้หยุดปฏิบัติงานทันที เรายังต้องการคนช่วยนะครับ สนใจร่วมทีมฟื้นฟูสุขภาพลูกโลมาลายแถบ ที่ จ.ภูเก็ต สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ชีววิทยาทางทะเล จ.ภูเก็ตครับ
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการโพสต์ข้อความดังกล่าวออกไป ปรากฏว่ามีคนเข้ามาแสดงและแชร์เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น เจ้าของโพสต์ได้โพสต์ข้อความอีกครั้ง เพื่อรายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกโลมา โดยระบุว่า “เริ่มมีอาสาสมัครเข้ามาช่วยกันบ้างแล้ว งานเช้านี้เป็นการพาน้องเล่นน้ำ โดยการอุ้มให้รูจมูกน้องอยู่เหนือน้ำตลอดเวลา ไม่งั้นน้องจะสำลักน้ำ ระหว่างนั้นต้องทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจทุกครึ่งชั่วโมง รวมถึงจำนวนครั้งในการหายใจด้วย

สำหรับการรักษาเพื่อฟื้นฟูร่างกายของลูกโลมาลายแถบ วันนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจรักษาตามอาการอีกครั้ง ส่วนอาสาสมัครที่จะช่วยพยุงตัวโลมานั้นขณะนี้ยังต้องการอาสาสมัครอยู่ เนื่องจากจะต้องช่วยพยุงตัวตลอด 24 ชั่วโมง

ดูแลความปลอดภัย

อังกูร คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (ผบก.ทท.3) กล่าวที่จังหวัดภูเก็ต ถึงการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในมาตรการการดูแลความปลอดภัย บริเวณชายหาดต่างๆ ว่า

ขณะนี้ในส่วนของตำรวจท่องเที่ยวมีโครงการที่จะตั้งจุดบริการนักท่องเที่ยวบริเวณชายหาดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลความปลอดภัย และบริการนักท่องเที่ยวที่ลงไปเที่ยวตามชายหาดต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจุดบริการนักท่องเที่ยวนั้นจะนำตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งเพื่อให้เป็นจุดบริการ และอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวประจำชุดละ 2 นาย และรถเอทีวีขับบนชายหาดเพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว

สำหรับจุดบริการนักท่องเที่ยวนั้นในส่วนของจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายดำเนินการใน 12 ชายหาด แต่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประสานงาน ซึ่งทางตำรวจท่องเที่ยวจะเริ่มดำเนินการ 2 ชายหาด คือ หาดกมลา และหาดกะรน โดยจะดำเนินการให้เสร็จก่อนปีใหม่ เนื่องจากช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก การดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดบริเวณชายหาดอาจจะไม่สามารถดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง

การจัดเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกรณีที่จะต้องใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปกำกับดูแลเช่น การลงเล่นน้ำโดยไม่เชื่อฟังคำเตือนเของเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ด เป็นต้น

ค้นหาภูเก็ต

ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ไป่ตู้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ไป่ตู้ แอคเซส ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลการสืบค้นสถานที่ท่องเที่ยวของชาวจีนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี คือ ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน พบว่า มีการสืบค้นข้อมูลเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นกว่าไตรมาสที่ 2 ราว 64%

สำหรับประเทศไทย ในไตรมาสที่ 3 นี้ ภูเก็ตเป็นคำค้นที่มีการเพิ่มขึ้นของการค้นหาในระบบแหล่งข้อมูล ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นถึง 47%

“กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สมุย และพัทยา ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการลดลงของคำสืบค้นเพียงเล็กน้อย ชี้ให้เห็นว่ายังคงมีการสืบค้นหาข้อมูลเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงสิ้นปีจนถึงเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วงเวลาที่อากาศในประเทศจีนหนาวเย็นมาก ทำให้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่มีอุณหภูมิสูงกว่า

ดังนั้น แนะนำให้ทั้งผู้ประกอบการ นักธุรกิจ พร้อมทั้งหน่วยงานต่างๆ เร่งป้อนข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว สินค้า บริการ ใหม่ๆลงไปในระบบฐานข้อมูล เพิ่มดึงดูดความสนใจ และกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศไทย” น.ส.พัชรพรกล่าวเสริม

“สำหรับในช่วงไตรมาสที่ 3 “สิงคโปร์” ได้รับความสนใจในการค้นหาสูงที่สุดในหมวดหมู่ประเภทของเมืองท่องเที่ยว ส่วน “บาหลี” ได้รับความสนใจในการค้นหาสูงที่สุดในหมวดหมู่ ประเภทของท่องเที่ยวแบบเกาะ อีกทั้งยังพบว่ามีการสืบค้นเกี่ยวกับ “หมู่เกาะไซปัน” ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ฉายามัลดีฟส์ในมหาสมุทรแปซิฟิกตั้งอยู่ห่างจากเมืองไทยเพียง 4,874 กิโลเมตรเป็นส่วนหนึ่งของเครือรัฐหมู่เกาะนอร์เทิร์น มาเรียนาซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นโดดเด่นจากการค้าหาข้อมูลในช่วงระหว่างไตรมาสที่ 3” น.ส.พัชรพรกล่าว

มาเอง

สถานการณ์ล่าสุด ของตลาดนักท่องเที่ยวจีน ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า นักท่องเที่ยวจีน ยังมีจำนวนมากเป้นอันดับ 1 ในเดือนกันายนที่ผ่านมา คือ ประมาณ 647,000 คน แต่เป้นจำนวนที่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปีที่แล้ว ถึง 14.89 %

สาเหตุที่นักท่องเที่ยวจีนลดลงนั้น นอกจากเป็นโลว์ซีซั่นแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รือล่มที่ภูเก็ต เมือ่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาด้วย

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตต้า คาดการณ์ว่า เดือนตุลาคมนิ้ คาดว่า นักท่องเที่ยวจีนจะลดลงอีก 15 -20 % และอาจต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีหรือต้นปีหน้า

มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลาดกรุ๊ปทัวร์ มีแนวโน้มลดลงมากถึง 30-40 % แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเอง หรือ เอฟไอที ( F.I.T – Free individual traveler) ลดลงเพียงเล็กน้อย

F.I.T หมายถึง นักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเอง ตรงข้ามกับ Group Tour ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่ม รวมไปถึงกรุ๊ปทัวร์ต่างๆ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลักษณะของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยปัจจุบันกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบอิสระนั้น มีสัดส่วนมากถึง 60% ส่วนนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มนั้นลดลงเหลือเพียง 40%

งานวิจัย “หนีห่าว มาร์เก็ตติ้ง” ของวิทยาลัย การจัดการ มหิดล เมื่อปีที่แล้ว ระบุ ปัจจุบันเทรนด์นักท่องเที่ยวจากจีน ที่หลั่งไหลเข้ามายังประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ นิยมเดินทางเป็นกลุ่มด้วยตัวเอง หรือเรียกว่า FIT ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยนี้ เก็บตัวอย่างวิจัยเชิงปริมาณ 403 ตัวอย่าง และเชิงคุณภาพ 30 ตัวอย่าง แบ่งเป็นผู้หญิง 76% และ ผู้ชาย 24% อยู่ในช่วงอายุ 18 – 35 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ในหลากหลายอาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 3,000 – 12,000 หยวน หรือประมาณ 15,000 – 60,000 บาท

ข้อมูลจาก “Baidu” ซึ่งเป็น เสิร์ชเอนจิ้นของจีน ทำนองเดียวกับกูเกิ้ล สำรวจพบว่าคนจีนที่มีประสบการณ์มาเที่ยวเมืองไทยแล้ว 74% จะกลับมาเที่ยวอีก แต่จะเป็นการมาเที่ยวแบบ FIT

ปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีน นิยมเที่ยวสไตล์ FIT มากขึ้น เนื่องจากคนจีนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยประชากรจีน 1,400 ล้านคน มี 731 ล้านคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลุ่ม FIT จะค้นหาข้อมูล ติดต่อจองตั๋วเครื่องบิน ห้องพักผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะช่องทาง “Social Media”

นี่คือ disruption ในตลาดนักท่องเที่ยวจีน ที่โครงสร้างหลักเปลี่ยนจาก กรุ๊ป ทัวร์ มาเป็น นักท่องเที่ยวอิสระ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ อันเนื่องมาจาก อิทธิพลของเทคโนโลยี่ดิจิตัล ธุรกิจทัวร์ในเมืองไทย ทีเคยอยุ่ในตลาดแบบกรุ๊ปทัวร์ ต้องปรับตัว ครั้งใหญ่ ในขณะที่ กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบอิสระนี้ ทำให้ รายได้จากการท่องเที่ยว มีโอกาสกระจายไปสู่ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็กมากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มธุรกิจทัวร์รายใหญ่ โรงแรมเจ้าประจำ ร้านอาหารเจ้าเก่าเหมือนตลาดกรุ๊ปทัวร์

งานวิจัย “ หนีห่าวมาร์เก็ตติ้ง” แนะนำกลสยุทธ์ในการเจาะตลาดไอที จีนว่า จีน มีสื่อสังคมออนไลน์ของตัวเอง ดังนั้นผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควรเรียนรู้ Social Media ของคนจีน ไม่ว่าจะเป็น “Youku” คล้ายกับ YouTube / “RenRen” เปรียบเป็น Facebook เวอร์ชั่นจีน / “Weibo” คล้ายกับ Twitter / “Wechat” คล้ายกับ LINE

ขณะที่ Search Engine ที่คนจีนนิยมใช้ค้นหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมถึงข้อมูลการท่องเที่ยว คือ “Baidu” แตกต่างจากในไทย ที่นิยมใช้ Google และถ้าเป็นเว็บไซต์สำหรับท่องเที่ยวโดยเฉพาะ คนจีนจะเข้า “Mafengwo Qyer” (หม่า-เฟิง-โว๋-ฉง-โหย๋ว-หว๋าง) ขณะที่คนไทย จะเข้า Tripadvisor

ถ้าเป็น Travel Agency คนจีนจะใช้ “Ctrip” เพื่อจองตั๋วเครื่องบิน และที่พัก ขณะที่คนไทยนิยมใช้ Expedia

จากการวิเคราะห์รายละเอียดเชิงลึก สามารถแบ่งสัดส่วนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนแบบอิสระ ออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ได้แก่

หมวดที่ 1 “ชิล” คือ การใช้จ่ายในหมวดที่พัก และกิจกรรมผ่อนคลาย ในหมวดนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายมากที่สุดของการท่องเที่ยว โดยในปัจจุบันที่พักที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวจีนแบบอิสระ ไม่ได้จำกัดแค่การพักในโรงแรมเท่านั้น เพราะยังมีช่องทางในการจองที่พักมากมาย ไม่ว่าจะจากเว็บ Travel Agency

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจเลือกที่พัก ส่วนใหญ่ดูจากการรีวิวและคอมเมนต์ของลูกค้าก่อนหน้าที่เคยใช้บริการ ซึ่งนอกจากราคาไม่แพงมาก ทำเลที่ตั้งต้องเดินทางสะดวก บริการดี ทั้งยังดูถึงรสชาติอาหารด้วย และที่ถือเป็นตัวช่วยที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ การมีสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ ประจำที่พัก ทำให้เกิดการบอกต่อ และอยากมาถ่ายรูปเพื่อลง Social Media

เริ่มกินผัก

ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตในช่วงโกลเด้นวีก และช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก หรือเจี๊ยะฉ่าย ว่า ถ้าพูดถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ในภาพรวมการท่องเที่ยวในทุกกลุ่ม จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 5% ในช่วงโกลเด้นวีด และช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก แต่นักท่องเที่ยวจีนที่มาเป็นหมู่คณะ หรือกรุ๊ปทัวร์จะหายไปประมาณ 50% ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเอง (FIT) จะหายไปประมาณ 10%

สำหรับในช่วงประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ ที่ชาวภูเก็ตได้ร่วมกันสืบสานมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงไว้ซึ่งประเพณีอันดีงาม จนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกไปแล้ว ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในระหว่างวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 (ตามปฏิทินจีน) สำหรับปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ต.ค.ในส่วนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้ทำการประชาสัมพันธ์ประเพณีถือศีลกินผักเป็นประจำทุกๆ ปี ในช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะในปี 2561 นี้ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศมากพอสมควร

อย่างไรก็ตามจากการสอบถามอัตราการเข้าพักจากโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต และ โรงแรมในพื้นที่เขตเมือง และ พื้นที่ใกล้ๆกับศาลเจ้าต่างๆ จนถึงขณะนี้มีอัตราการจองห้องพักเข้ามาแล้วประมาณ 65% ของจำนวนโรงแรมทั้งหมดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเชื่อว่าในวันที่ใกล้ๆ กับประเพณีถือศีลกินผัก น่าจะมียอดจองห้องพักเพิ่มมากขึ้น เพราะในปัจจุบันนี้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะตัดสินใจในนาทีสุดท้าย(Last Minute) เสียส่วนใหญ่

บินใหม่

“ไทยสมายล์” ปักธงสู้ ชูบริการพรีเมียม ผนึกการบินไทยวางแผนเส้นทางบินและสำรองที่นั่ง จ่อเปิดฮ่องกง เสริมทัพ ต.ค.นี้ พร้อมยกเครื่องอาหารเช้านานาชาติ 24 เมนู พลิกโฉมดีไซน์ Packaging รักษ์โลก ใช้ภาชนะกระดาษแทนพลาสติก ช่วยลดต้นทุน 20-30%

นางเนตรนภางค์ ธีระวาส ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริการลูกค้า สายการบินไทยสมายล์ เปิดเผยว่า ไทยสมายล์ฯ ได้มีการปรับคุณภาพบริการ ในฐานะที่เป็นสายการบิน Full Service ที่บริการระดับพรีเมียม ที่ผ่านมาได้ปรับระบบการสำรองที่นั่งที่เชื่อมต่อกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) วางแผนเส้นทางการบินร่วมกัน มีการบินเสริมในเส้นทางต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารมากที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีผู้โดยสารในประเทศ 50% ต่างประเทศมี 50% โดยทำการบินกว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน โดยทำการบินในประเทศ 10 เส้นทาง ส่วนต่างประเทศมี 18 จุดบิน กว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งในตารางบินฤดูหนาวจะเปิดบินเส้นทางกรุงเทพ-ฮ่องกง และภูเก็ต-ฮ่องกง วันละ 1 เที่ยวบิน เพื่อเสริมกับการบินไทย ส่วนในประเทศจะเพิ่มความถี่ เช่น กรุงเทพ-อุดรธานี เป็นต้น ขณะที่มีอัตราส่วนผู้โดยสารบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ยประมาณ 70-80%

ทั้งนี้ อินเดีย และจีน เป็นตลาดสำคัญที่มีแนวโน้มการเติบโตดี แต่การจะเพิ่มจุดบินนั้นจะต้องสำรวจตลาดให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจและให้สอดคล้องกับฝูงบิน 20 ลำ ซึ่งยังไม่มีแผนรับเครื่องบินใหม่ โดยแนวทางในขณะนี้ คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการบนเครื่องบิน (Inflight Service) ครั้งใหญ่ โดยรวมจะมีอาหารถึง 24 เมนู ถือเป็นสายการบินที่มีการหมุนเวียนเมนูอาหารบ่อยที่สุด เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังได้ปรับการใช้บรรจุภัณฑ์จากภาชนะพลาสติก เป็นกระดาษทดแทนให้มากที่สุด ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนด้านบริการลง 20-30% และวัสดุกระดาษมีน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักบรรทุก ใช้น้ำมันลดลง เพิ่มพื้นที่โหลดสัมภาระ การปรับปรุงทั้งหมดไม่กระทบต่อบริการใดๆ

“ได้เริ่มทดลองให้บริการใหม่นี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. ในเส้นทางบินอินเดีย และจะขยายไปยังเส้นทางอื่นๆ โดยจะใช้เวลาประเมินผลตอบรับจากผู้โดยสาร 3 เดือน หากได้ผลดีจะปรับเปลี่ยนอย่างเต็มรูปแบบต่อไปนอกจากนี้เส้นทางบิน 4 ชั่วโมง จะมีการพัฒนาระบบ In-Flight Entertainment ความบันเทิงขณะอยู่บนเครื่องบิน เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถใช้ อุปกรณ์ (แล็ปท็อป, แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ) เชื่อมต่อ ซึ่งจะมี Content บันเทิงต่างๆ ให้เลือก โดยอยู่ระหว่างทดลอง และประเมินค่าลงทุน คาดว่าจะให้บริการได้ช่วงต้นปี 62” นางเนตรนภางค์กล่าว

สำหรับการการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการบนเครื่องบิน (Inflight Service) นี้ เพื่อฉลองในโอกาสที่ไทยสมายล์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ของการให้บริการด้วยรอยยิ้ม และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้โดยสารที่ไม่หยุดยั้งอีกด้วย นอกจากปรับเมนูอาหารว่างอุ่นร้อนสำหรับมื้อเช้า หรือ Hot Snack ใหม่ทั้งหมด และเปลี่ยนให้เป็นเมนูอาหารนานาชาติที่หลากหลาย โดยเริ่มปรับเปลี่ยนเมนูอาหารมื้อเช้า สำหรับเที่ยวบินก่อนเวลา 09.30 น. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

สำหรับเมนูอาหารว่างอุ่นร้อนที่ให้บริการแก่ผู้โดยสาร ชั้น Smile Class (ชั้นประหยัด) บนเที่ยวบินภายในประเทศนั้นจะถูกนำเสนอด้วยดีไซน์เมนูใหม่แกะกล่อง เปลี่ยนให้มีความสนุกมากขึ้นด้วยรูปลักษณ์สไตล์ฟิวชัน โดยยังคงเอกลักษณ์และรสชาติความเป็นต้นตำรับ (Local Dish) ของอาหารแต่ละชาติไว้เป็นอย่างดี โดยเมนูสร้างสรรค์ใหม่รวม 24 เมนูนั้น ประกอบด้วย อาหารญี่ปุ่น เช่น เมนูยากิอิโมะ มันเทศ หรือมันม่วงเผาแบบฉบับญี่ปุ่น ทามาโกยากิ ชีส หรือไข่หวานชีส และโอโคโนมิยากิ กูชิ ตลอดจนอาหารเกาหลี อย่าง ข้าวผัดกิมจิไก่ รวมทั้งอาหารตะวันตก เช่น สปาเกตตี้ครีมเห็ด และอาหารไทยอย่าง วุ้นเส้นผัดฟักแม้ว ทั้งยังมีอาหารจีนเสิร์ฟอีกด้วย โดยทุกเมนูผลิตด้วยวัตถุดิบที่ผู้โดยสารมุสลิมสามารถทานได้ โดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเสิร์ฟตลอดทั้งปี

นอกเหนือจากนี้ ยังเพิ่มเติมเมนูอาหารสำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ-นราธิวาส และเชียงใหม่-ภูเก็ต อีก 22 เมนู เช่น เมนู สปาเกตตีผัดขี้เมาไก่ ข้าวผัดกะเพราไก่ ที่มีการปรับรสชาติให้เข้มข้นขึ้น เหมาะกับความคุ้นชินของผู้โดยสารคนไทย เป็นต้น

สำหรับเมนูหลัง 09.30 น. ไทยสมายล์ยังคงให้บริการแซนด์วิชเช่นเดิม เพิ่มเติมคือสีสันและคุณภาพด้วยแป้งขนมปังหลากสีจากวัตถุดิบธรรมชาติ สะท้อนหลักการสร้างสรรค์อาหารเพื่อสุขภาพผสมผสานฟิวชัน นำเสนอในรูปแบบแฟชั่น ในขณะเดียวกันก็ยังคงยึดมั่นในการนำเสนอเมนูพิเศษ 11 เทศกาล พร้อมประสานความร่วมมือกับพันธมิตรด้วยดีตลอดมา เพื่อรังสรรค์ความแปลกใหม่ สร้างเซอร์ไพรส์ให้แก่ผู้โดยสารเกินคาดหมายเช่นเดิม

ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศในระยะทางสั้น เส้นทาง เสียมราฐ พนมเปญ หลวงพระบาง ย่างกุ้ง ได้ออกแบบเมนูอาหารใหม่ทั้งหมดรวม 22 เมนู ซึ่งเป็นเมนูอาหารนานาชาติที่มีความหลากหลาย อาทิ อาหารสไตล์ตะวันตก เช่น สปาเกตตีไก่ซอสมะเขือเทศโหระพา พายแซลมอน รวมถึงอาหารไทยขึ้นชื่อ เช่น ผัดไทยไก่ เป็นต้น เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้โดยสารเหมือนเช่นเคย