All posts by Thai Thae

ซ่อมเรือ

รัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต บูรณาการร่วมภาครัฐ เอกชน เดินหน้าพัฒนาศักยภาพแรงงานในธุรกิจท่าเทียบเรือสำราญให้มีทักษะฝีมือ เผยมีเรือหรูเข้ามาจอดรอซ่อมในจังหวัดภูเก็ต 1,500 ลำต่อปี ตั้งเป้าภูเก็ตปีนี้ยกระดับฝีมือช่างซ่อมเรือยอชต์ 100 คน ให้สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดแรงงาน

ที่ห้องประชุมไวส์เฮ้าส์ โรงแรมโบ๊ทลากูน อ.เมือง จ.ภูเก็ต พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา ทิศทางการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่อันดามันในยุค 4.0 พร้อมเยี่ยมชมบูทกิจกรรมภายในงาน ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน 15 หน่วยงานจัดบูทมาแสดงในงานสัมมนาครั้งนี้ และเยี่ยมชมการฝึกอบรมสาขาช่างสีเรือ การสาธิตการฝึกช่างไม้เฟอร์นิเจอร์เรือ และการฝึกอบรมพนักงานประจำท่าเรือ

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1 ของประเทศ เป็นจำนวน 364,165 ล้านบาท โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุด และตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง) พ.ศ.2561-2564 ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งภาคบริการการท่องเที่ยว แรงงานก่อสร้าง และอุตสาหกรรมประมง

ประกอบกับปัจจุบัน จังหวัดภูเก็ตกำลังดำเนินการเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลเรือสำราญและกีฬา มีท่าเทียบเรือ จำนวน 38 แห่ง มีท่าเทียบเรือสำราญ จำนวน 5 แห่ง มีเรือยอชต์ และเรือครูซมาใช้บริการประมาณ 1,500 ลำต่อปี โดยมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันพัฒนาศักยภาพแรงงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน

“โครงการดังกล่าวเป็นโครงการใหม่ที่จะสนับสนุนเรื่องของเรือสำราญ วันนี้มีเรือสำราญมาจอดซ่อมบำรุงอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ประมาณ 1,500 ลำต่อปี ภาครัฐ และเอกชนในพื้นที่จึงได้ร่วมมือกันทำการฝึกอบรมให้ ในเรื่องของการซ่อมเรือ และการบริการต่างๆ ซึ่งในแผนการฝึกปีนี้ เราสามารถที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวให้แก่จังหวัดภูเก็ต ได้จำนวน 3,500 คน เป็นช่างซ่อมเรือยอชต์ประมาณ 100 คน ทางแรงงานก็จะจัดหลักสูตรการฝึกอบรมขึ้นมาในการพัฒนากำลังคน เพื่อให้สอดรับต่อเมืองท่องเที่ยว เพื่อยกระดับให้มีมาตรฐานต่อไป
ทั้งนี้ ในเรื่องการเตรียมแรงงานนั้น ได้เน้นย้ำว่า 1.แรงงานที่จะเข้ามาทำงานจะต้องมีความเป็นมาตรฐาน มีความเป็นสากล 2.มีความเที่ยงตรงเรื่องของเวลา จะต้องมีความชัดเจนว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ 3.จะต้องมีจิตบริการ ด้วยเป็นเมืองท่องเที่ยว ฉะนั้นจะต้องฝึกอบรมให้แรงงานมีจิตบริการ และ 4.เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน เรามีนโยบายที่จะให้สิ่งแวดล้อม หรือการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างปลอดภัย” รมว.แรงงาน กล่าว

ทางลอด

เผยเสนอ กก.PPP เคาะแนวทางลงทุน “ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง” 1.39 หมื่นล้าน ยอมรับผลตอบแทนทางการเงินต่ำแต่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แก้จราจรและลดอุบัติเหตุเมืองท่องเที่ยว ขณะที่อาจมีแนวโน้มต้องมีเงื่อนไขจูงใจ เช่น รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้าง หรือเพิ่มอายุสัมปทาน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงโครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต ว่า ล่าสุดคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) ได้เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) ในเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะกรณีที่โครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) มากกว่า 12% แต่มีผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ค่อนข้างต่ำ อาจไม่จูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุน ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อคณะกรรมการ PPP

“ทางด่วนสายกะทู้-ป่าตองอยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2558-2562 (Project Pipeline) และเสนอไปที่คณะกรรมการ PPP แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทำข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความคุ้มค่า คงต้องรอ กก. PPP พิจารณาก่อนว่าจะให้ลงทุนอย่างไร” นายอาคมกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อความสูญเสียจากอุบัติเหตุ, ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ขณะที่แนวเส้นทางสั้นใช้เงินลงทุนสูง เนื่องจากค่าที่ดินสูงและมีความยาก ที่ต้องเจาะภูเขาเพื่อทำอุโมงค์ ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าทางการเงิน ดังนั้น การเปิดให้เอกชนร่วมทุน PPP อาจจะต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้างบางส่วน หรือเพิ่มอายุสัมปทาน จาก 30 ปี เป็น 50 ปี เป็นต้น

สำหรับโครงการทางด่วน สายกะทู้-ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กม. วงเงินลงทุน 13,919 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 8,231 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5,686 ล้านบาท มี EIRR กว่า 12% ส่วน FIRR ประมาณ 3-4%)

แนวเส้นทางเชื่อมต่อจากถนนแนวผังเมืองสาย ก. ก่อนถึงอาคาร APK Resort มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกข้ามถนนพิศิษกรณีย์บริเวณใกล้ทางแยกตัดกับถนนห้าสิบปี แล้วมุ่งหน้าสู่อุโมงค์ฝั่งตำบลป่าตอง แนวเส้นทางจะลอดใต้เทือกเขานาคเกิดโดยอุโมงค์มีระยะทาง 1.85 กม. และทางยกระดับระยะทาง 1.23 กม. สิ้นสุดโครงการที่ตำบลกะทู้ บริเวณจุดตัดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4029

ก่อสร้างเป็นทางด่วนขนาด 8 ช่องจราจร (หรือไป-กลับ 4 ช่องจราจร สำหรับให้รถยนต์วิ่ง 2 ช่องจราจร และรถจักรยานยนต์ 2 ช่องจราจร) ในบริเวณจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการจะก่อสร้างเป็นทางแยกต่างระดับ พร้อมติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางเพื่อลดปัญหาการจราจร และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เส้นทาง

จัดระเบียบเรือ

ภูเก็ต จัดระเบียบเรือท่องเที่ยว ตั้งจุดเช็กพอยนต์ให้เรือท่องเที่ยวทุกลำรายงานตัวก่อนออกจากท่า เตรียมตั้งศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอ่าวฉลอง และเกาะยาว จ.พังงา หวังสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว พร้อมถอดบทเรียนเหตุเรือล่มวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ส่วนคดีคืบหน้าเจ้าของเรือฝากขังศาลวันนี้

เมื่อเวลา 09.10 น. วันนี้ (16 ก.ค.) ที่ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่มจังหวัดภูเก็ต ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย พล.ร.ท.สมนึก เปรมปราโมทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต นายสมพงษ์ ปิ่นภักดี ผอ.คปภ.จ.ภูเก็ต ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการค้นหาและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่ม ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนทั้งหมด
นรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ขณะนี้สามารถค้นหาร่างผู้เสียชีวิตครบทั้ง 47 ศพแล้ว และต้องขอขอบคุณหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงอาสาสมัครทุกท่านที่ร่วมกันปฏิบัติการค้นหาในครั้งนี้ ทั้งจากประเทศจีน อังกฤษ ออสเตเรีย นิวซีแลนด์ สกอตแลนด์ โปรตุเกส และจากทัพเรือภาคที่ 3 ที่ร่วมกันกู้ร่างของผู้เสียชีวิตกลับขั้นมาได้

ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะนำมาถอดบทเรียนเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหา สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต จากนี้จะมีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลอ่าวฉลอง ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จะมีการบูรณาการทุกขั้นตอน ทั้งการแจ้งเตือน การช่วยเหลือขณะเกิดเหตุ การช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในภูเก็ต

“นอกจากนั้น ยังมีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอ่าวพังงา อ.เกาะยาว จ.พังงา โดยทั้ง 2 ศูนย์ จะต้องมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ และจะต้องเชื่อมโยงประสานข้อมูลกันอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวและว่า

นอกจากนี้ ทางจังหวัดจะมีการจัดตั้งจุดเช็กพอยนต์ เพื่อตรวจความพร้อมของเรือท่องเที่ยวทุกลำที่จะออกจากฝั่ง โดยกำหนดไว้ทั้งหมด 14 จุด ตามท่าเรือต่างๆ ให้ครอบคลุมทั้งเกาะ ทั้งนี้ เพื่อให้เรือท่องเที่ยวรายงานตัวก่อนออกจากท่า เพื่อให้ทราบถึงจำนวนผู้โดยสาร ลูกเรือ รวมไปถึงเส้นทางการท่องเที่ยว หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น หน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือจะได้รับทราบข้อมูลเพื่อนำไปสู่การวางแผนให้การช่วยเหลือ

โดยจากนี้ไป ทางจังหวัดจะมีการจัดระเบียบเรือท่องเที่ยว โดยจะมีการตรวจสอบ และคุ้มเข้มในส่วนของตัวเรือ กัปตัน ผู้โดยสาร และท่าเรือ เป็นต้น

“ภูเก็ต” ติด 1ใน10 เมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

มาสเตอร์การ์ดเผยผลการสำรวจเมืองสุดยอดจุดหมายปลายทางของโลกเพื่อการท่องเที่ยวและพักผ่อน (Mastercard Global Destinations Cities Index: Play) พบว่าภูเก็ตติด 1 ใน 10 เมืองที่นักท่องเที่ยวเลือกที่จะเดินทางมาพักผ่อน และผลสำรวจยังพบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนที่ภูเก็ตมากที่สุด โดยนักท่องเที่ยวจะใช้เงินคนละประมาณ 4,700 บาท (239 USD) ต่อวัน ระหว่างท่องเที่ยวที่ภูเก็ต

จากผลสำรวจฯ เมืองจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและพักผ่อนอันดับ 1 ได้แก่ เมืองปุนตาคานา (Punta Cana) สาธารณรัฐโดมินิกัน นักท่องเที่ยวมีการพักค้างคืนมากถึงร้อยละ 90 ในปี พ.ศ. 2560 โดยนักท่องเที่ยวเดินทางไปที่เมืองปุนตาคานา เพื่อพักผ่อนส่วนตัวหรือเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัว ในเมืองที่ติดอันดับนี้ มีหลายเมืองยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่เมืองนั้นๆ มอบประสบการณ์ใหม่ที่นักท่องเที่ยวสนใจ อาทิ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีแหล่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ ชายหาดที่สวยงาม และการท่องเที่ยวแบบผจญภัย เป็นต้น
และสำหรับประเทศไทย จ.ภูเก็ต ก็ติดอันดับ 10 เมืองจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและพักผ่อน โดยเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนที่ภูเก็ตมากที่สุด และนักท่องเที่ยวจะใช้เงินคนละประมาณ 4,700 บาท (239 USD) ต่อวัน ระหว่างท่องเที่ยวที่ภูเก็ต

เมืองจุดหมายปลายทาง 10 อันดับแรกที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและพักผ่อน ได้แก่

1.เมืองปุนตาคานา สาธารณรัฐโดมินิกัน (99.9%* )
2.เมืองกุสโก ประเทศเปรู (98%)
3.เมืองดีเจอร์บา ประเทศตูนีเซีย (97.7%)
4.เมืองริเวียร่า มายา ประเทศเม็กซิโก (97.5%)
5.เมืองปัลมา เดอมายอร์กา ประเทศสเปน (97.2%)
6.เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก (96.8%)
7.เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย (96.7%)
8.เมืองปานามาซิตี้ ประเทศปานามา (96.3%)
9.เมืองออร์แลนโด ประเทศสหรัฐอเมริกา (94.1%)
10.เมืองภูเก็ต ประเทศไทย (93%)

ปล่อยเจ้าจ๋อ

ปล่อยเจ้าจ๋อลงเกาะชุดแรกเริ่มแล้ว ภูเก็ตสร้างนิคมส่งจ๋อ 80 ตัว ขึ้นเกาะปายู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากลิงแสมและลิงกัง
วันนี้ ( 21 มิ.ย.) นายพงศ์ชาติ เชื้อหอม หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาพระแทว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าพันท้ายนรสิงห์ สถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทวร่วมกันปล่อยลิงแสมที่ดักจับและทำหมันแล้วคืนสู่ธรรมชาติ จำนวน 80 ตัว ณ เกาะปายู ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 เกาะที่จะนำลิงบางส่วนลงไปอยู่
สำหรับการนำลิงไปปล่อยที่เกาะดังกล่าว เป็นตามแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากลิงแสมและลิงกังในจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตเป็น 1 ใน 12 จังหวัด ที่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจากลิงที่เข้ามารื้อค้นข้างข้องในบ้าน ทำลายทรัพย์สิน ร่วมทั้งทำร้ายและแย่งของทั้งในส่วนของประชาชนและนักท่องเที่ยว
สำหรับแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากลิงแสมและลิงกังในจังหวัดภูเก็ต นั้นได้ดำเนินการมาอย่างเป็นขั้นตอนทั้งเรื่องของการสำรวจพื้นที่ ที่มีปัญหา การทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นของประชาชน การสำรวจเกาะที่เหมาะสม การเตรียมความของพื้น รวมทั้งการทำหมันลิงเพื่อจำกัดจำนวน
ซึ่งแผนปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ มีลิงที่ทำหมันทั้งสิ้น จำนวน 169 ตัว แยกเป็นตัวผู้ จำรวน 122ตัว ตัวเมีย 47 ตัว โดยนำกลับคืนที่เดิม 2 แห่ง ได้แก่ กิ่งแก้ว ซอย 9 จำนวน 42 ตัว จุดชมลิงเกาะสิเหร่ จำนวน 47 ตัว และปล่อยสู่ธรรมชาติ ณ เกาะปายู จำนวน 80 ตัว หลังจากนี้จะได้ดำเนินการติดตามสถานการณ์ของลิงแสมทั้ง 3 จุด ดังกล่าวต่อไป
สำหรับการปล่อยลิงลงเกาะปายู ซึ่งเป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ และเป็นเกาะที่มีการสำรวจแล้วว่า ลิงจะสามารถอาศัยอยู่บนเกาะได้ มีทั้งในเรื่องของอาหารและน้ำ นอกจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ยังได้นำถังน้ำขนาดใหญ่เพื่อสำรองน้ำไว้ในลิงด้วย

เดินเรือ

ด้านโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ กล่าวว่า กรมเจ้าท่าได้จัดการประชุมเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการเส้นทางเดินเรือ “วงแหวนอันดามัน” เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ภูเก็ต-พังงา-กระบี่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ประกอบเดินเรือ เข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 ที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีการเผยแพร่ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็น พร้อมทั้งเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการเดินเรือเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเส้นทางการเดินเรือประจำทางให้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการนำการขนส่งทางน้ำมาเชื่อมต่อกับการขนส่งในรูปแบบอื่นๆ ให้เป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงยังเป็นการลดระยะทาง และเวลาสู่แหล่งท่องเที่ยวของทั้ง 3 จังหวัด ทำให้เกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยวอย่างไร้ขีดจำกัด โดยหลักการเส้นทางเดินเรือประจำทางจะใช้เรือที่มีศักยภาพบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 300 คน และใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง

โดยเบื้องต้นกรมเจ้าท่าได้นำเสนอแผนการพัฒนาเส้นทางเดินเรือประจำทางเชื่อมต่อจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ จำนวน 7 เส้นทาง ได้แก่

– เส้นทางที่ 1 เส้นทางเรือโดยสารขนาดใหญ่ เพื่อเชื่อมโยง 2 สนามบิน คือ “ภูเก็ต-กระบี่” โดยเริ่มจากท่าเรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ (ปากคลองจิหลาด) ถึงท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต

– เส้นทางที่ 2 เส้นทางเดินเรือประจำทางเฟอร์รี และบรรทุกรถ ระหว่างท่าเรืออ่าวปอ จังหวัดภูเก็ต ถึงท่าเรือช่องหลาด จังหวัดพังงา และถึงท่าเรือท่าเลน จังหวัดกระบี่

– เส้นทางที่ 3 เส้นทางเดินเรือประจำทางเฟอร์รี และบรรทุกรถ ระหว่างท่าเรือช่องหลาด เกาะยาวใหญ่ ถึงท่าเรือมาเนาะ เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา

– เส้นทางที่ 4 เส้นทางเดินเรือประจำทางเฟอร์รี และบรรทุกรถ ระหว่างท่าเรือบ้านหัวหิน ตำบลเกาะกลาง อำเภอลันตา ถึงท่าเรือบ้านคลองหมาก ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอลันตา จังหวัดกระบี่

– เส้นทางที่ 5 เส้นทางเดินเรือประจำทางเฟอร์รี และบรรทุกรถ ระหว่างท่าเรืออ่าวทองหลาง เกาะลันตา ถึงเกาะจำ เกาะปู จังหวัดกระบี่

– เส้นทางที่ 6 เส้นทางเดินเรือประจำทางเฟอร์รี และบรรทุกรถ ระหว่างท่าเรืออำเภอเก่า เกาะลันตาใหญ่ ถึงท่าเรือเกาะปอ จังหวัดกระบี่

– เส้นทางที่ 7 เส้นทางเดินเรือโดยสารประจำทาง จากท่าเรือศาลาด่าน เกาะลันตา ถึงท่าเรืออ่าวปอ จังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ จากการสัมมปทาน ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนขอนำเส้นทางการเดินเรือที่ 3 “ท่าเรือช่องหลาด เกาะยาวใหญ่ ถึงท่าเรือมาเนาะ เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา” กลับไปพิจารณาทบทวนอีกครั้ง ทำให้เหลืออีก 6 เส้นทางที่มีมีความเหมาะสมในการเปิดเดินเรือประจำทาง

ฉลามมาเยือน

จากกรณีเรือประมงแสงสมุทร 3 จับฉลามวาฬ ขึ้นเรือ ซึ่งเหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยขณะเกิดเหตุเรือของนักดำน้ำผ่านมาพบและเรียกร้องให้เรือประมงปล่อยฉลามวาฬกลับลงทะเล บริเวณระหว่างเกาะเฮกับเกาะราชา อ.เมือง จ.ภูเก็ต หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง นำโดย สบทช.9 กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก และอื่นๆ ร่วมกันออกค้นหาฉลามวาฬตัวดังกล่าว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบวี่แววไม่ว่าจะเป็นซาก หรือตัวเป็นๆ ซึ่งทางสบทช.9 โดยนายวัชรินทร์ ถิ่นถลาง ผู้อำนวยการ สบทช.9 ได้ขอความร่วมมือไปยังเครือข่ายประมง เรือท่องเที่ยว ช่วยแจ้งข้อมูลหากพบฉลามวาฬไม่ว่าจะเป็นซาก หรือ ตัวเป็นๆ มายังสำนักงานเพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป
อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์เรือประมงจับฉลามวาฬขึ้นบนเรือก่อนที่จะปล่อยกลับลงทะเล ได้นำไปสู่การเคลื่อนไหวของประชาชน กลุ่มบุคคล รวมทั้งหน่วยงานราชการ เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการในการคุ้มครองสัตว์น้ำที่เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์น้ำที่หายาก หรือ ใกล้สูญพันธ์ ซึ่งทาง สบทช. 9 ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน จัดขึ้น เพื่อไม่ให้ได้รับอันตราย จากเครื่องมือทำการประมง และลดความสูญเสีย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่าสัตว์คุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นเต่าทะเล พะยูน หรือ แม้แต่ฉลามวาฬ ตาย และ พิการ เนื่องจากเครื่องมือการทำประมงมาแล้วจำนวนมาก
โดยจัดให้มีการระดมความคิดเห็นไปเมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) มีนายวัชรินทร์ ถิ่นถลาง ผู้อำนวยการ สบทช.9 เป็นประธาน นายก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน(ศวทม.), นายไพศาล สุขปุณพันธ์ เจ้าพนักงานประมงอาวุโส สำนักงานประมงจังหวัดภูเก็ต, นายหิรัญ กังแฮ หัวหน้ากลุ่มสัตว์ทะเลหายากฯ และตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมเจ้าท่า, เทศบาลตำบลราไวย์, ทัพเรือภาค 3, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จ.ภูเก็ต, ชมรม Healthy Reefsclub, จิตอาสา Go-Eco Phuket, ผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยว, ผู้ประกอบการประมง เป็นต้น เข้าร่วม

โครงการใหญ่มีต่อ

นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต เปิดเผยถึงแนวโน้มการลงทุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ปี 2561 นี้ ว่า การลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่า การลงทุนในปี 2561 นี้ จะเติบโตจากปีที่แล้วอย่างแน่นอน โดยมีหลายๆ ปัจจัยเข้ามาสนับสนุน และส่งเสริมให้นักลงทุนในท้องถิ่น บริษัทพัฒนาอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่จากส่วนกลาง และนักลงทุนต่างชาติตัดสินใจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ภูเก็ต

จากที่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเริ่มส่งสัญญาณกระเตื้องขึ้นจากที่ซบเซามาหลายปี การเมืองนิ่ง รัฐบาลให้การสนับสนุนธุรกิจอสังหาฯ และอานิสงส์จากการท่องเที่ยวของภูเก็ตที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ทำให้คนจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเติบโตเป็นเงาตามตัว ทั้งซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง ซื้อเพื่อให้เช่า หรือเพื่อการลงทุน รวมถึงความมีเสน่ห์ของทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่เหลืออยู่ของภูเก็ต และความมีน้ำใจของคนภูเก็ตที่ให้การต้อนรับนักลงทุน ซึ่งเราจะเห็นว่า นักลงทุนทั้งไทย และต่างชาติเข้ามาลงทุนในภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เป็นโครงการบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม เกิดขึ้นทั้งจากการลงทุนของนักลงทุนในท้องถิ่น บริษัทจากส่วนกลาง หรือแม้แต่นักลงทุนต่างชาติ

“การที่ภูเก็ตยังเนื้อหอม นักลงทุนไทย และต่างชาติเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ราคาที่ดินในภูเก็ตขยับตัวสูงขึ้นตลอดเหมือนกัน จะเห็นว่าราคาที่ดินในรอบนอกของภูเก็ตอยู่ไร่ละไม่ต่ำกว่า 3-5 ล้านบาท ถ้าใกล้ตัวเมืองไม่ต่ำกว่า 5-10 ล้านบาท และยิ่งเป็นบริเวณรอบเกาะภูเก็ตทางฝั่งตะวันตกที่สามารถมองเห็นวิวทะเล และทำเลสวยในการลงทุนสร้างรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศหรูด้วยแล้ว ราคาไม่ต้องพูดถึง ไร่ละไม่ต่ำกว่า 20-100 ล้านบาท” นายบุญ กล่าว และเผยต่อว่า

ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่าโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะเกิดขึ้นในพื้นที่รัศมีไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก แต่ในปัจจุบัน คอนโดฯ เกิดขึ้นในพื้นที่รอบนอกจากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากในปัจจุบันคนจีนได้เข้ามาซื้อคอนโดฯ ในพื้นที่รอบนอกมากขึ้น และเชื่อว่าในปีนี้ หรือปีหน้าจะมีคอนโดฯ เกิดขึ้นในภูเก็ตอย่างแน่นอน เนื่องจากคอนโดฯ ที่เหลือขายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ถูกทยอยขายออกไม่เกือบทั้งหมดแล้ว การลงทุนโครงการใหม่เกิดขึ้นแน่นอนในปีนี้ตลอดไปจนถึงปีหน้า รวมถึงโครงการบ้านจัดสรรที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่จะเติบโตจากปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 10-20%

นายกสมาคมอสังหาฯ ภูเก็ต เผยต่อว่า นอกจากบ้าน คอนโดฯ และโรงแรมแล้ว นักลงทุนทั้งไทย และต่างชาติยังให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องต่อการท่องเที่ยวของภูเก็ต ซึ่งเท่าที่ทราบมาขณะนี้จะมีการลงทุนโครงการใหญ่ๆเกิดขึ้นอีกหลายโครงการในภูเก็ต เช่น ในพื้นที่ตำบลเชิงทะเล มีหลายๆ โครงการที่กำลังก่อสร้าง และนักลงทุนวางแผนที่จะเข้ามาลงทุน เช่น สวนน้ำขนาดใหญ่พร้อมห้างสรรพสินค้า ที่บริเวณถนนศรีสุนทร ขณะนี้ได้เริ่มก่อสร้างแล้ว เป็นนักลงทุนจากยุโรป โครงการมารีน่าแห่งต่อไปของภูเก็ต บริเวณแหลมพันวา โครงการห้างสรรพสินค้าที่ป่าตอง และเชิงทะเล โดยนักลงทุนยักษ์ใหญ่จากส่วนกลาง โรงแรมระดับ 5 ดาว ตั้งแต่ไม้ขาว ไปจนถึงท้ายเกาะ เป็นต้น

พบวัตถุโบราณ

พบวัตถุประหลาด บริเวณป่าโกงกางหลังสถานีอนามัยบ้านคอเอน ม.2 ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เจ้าหน้าลงพื้นที่ตรวจสอบ แต่ยังไม่ฟันธงเป็นอะไร ต้องรอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง
เมื่อเวลา 21.30 น. (28 เม.ย.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ท่าฉัตรไชย อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ได้รับแจ้งว่า พบวัตถุประหลาดคล้ายเป็นท่อนแหล็กขนาดใหญ่ คล้ายอาวุธปืนใหญ่สมัยโบราณอายุนับร้อยปี ที่บริเวณป่าโกงกาง หลังสถานีอนามัยบ้านคอเอน ม.2 ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ขอให้เดินทางไปตรวจสอบด้วย
หลังจากรับแจ้ง พ.ต.ท.วิมนต์ แสงอุทัย รองผกก.(สอบสวน) สภ.ท่าฉัตรไชย จึงรายงานให้ ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วย พ.ต.ต.ปรีชา คงชู สวป.สภ.ท่าฉัตรไชย ร.ต.อ.ปรัชพงษ์ แก้วแกมจันทร์ รองสว.สส. ภ.จว.ภูเก็ต หัวหน้าชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) นปพ.ภ.จว.ภูเก็ต นายสมพร อ่อนทองอินทร์ ปลัดอำเภอฝ่ายป้องกันอำเภอถลาง นายสมนึก พาที ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 บ้านคอเอน เจ้าหน้าที่ ชป.รส.ร.25 เจ้าหน้าที่ทหารด่านตรวจความมั่นคงท่าฉัตรไชย และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ท่าฉัตรไชย
ที่เกิดเหตุเป็นบริเวณบ้านเก่า ที่ถูกรื้อเพื่อสร้างใหม่ พบวัตถุต้องสงสัยเป็นแท่งเหล็ก ลักษณะคล้ายปืนใหญ่สมัยโบราณ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 นิ้ว ยาวประมาณ 1.5 เมตร สภาพเก่ามีสนิมเกาะ วางปะปนอยู่กับกองเศษปูนที่ จำนวน 2 แท่ง ทางเจ้าหน้าที่ฯจึงได้ใช้เชือกกันพื้นที่ เพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้ที่เกิดเหตุ ระหว่างรอ ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) นปพ.ภ.จว.ภูเก็ต เข้าตรวจสอบ ในเบื้องต้น น่าจะเป็นปืนใหญ่สมัยโบราณ ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ฯได้เคลื่อนย้ายแท่งดังกล่าวไปเก็บไว้ที่ ที่ว่าการอำเภอถลาง

สื่อสารความเร็ว

บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ได้จัดงาน “Success to Phuket Smart City” พร้อมเปิดตัว LoRa IoT by CAT ณ โรงแรม Bhukitta Grand Ballroom จังหวัดภูเก็ต โดยมี ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เป็นประธานในงาน ร่วมด้วย นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) พันธมิตรธุรกิจ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทุกภาคส่วน เพื่อเปิดตัวโครงข่ายสื่อสารไร้สาย LoRaWAN ซึ่่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน Phuket Smart City เมืองอัจฉริยะต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย ตามแผนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยว่า CAT ได้มุ่งเน้นพัฒนาเทคโนโลยีโครงข่ายสื่อสารไร้สาย LoRaWAN เพื่อรองรับบริการ IoT ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศตามแนวนโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะโครงการ Smart City ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นจังหวัดแรกที่ CAT เปิดตัวโครงข่ายสื่อสารไร้สาย LoRaWAN อย่างเต็มรูปแบบครอบคลุมทั่วจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้บริการ Smart Services ด้านต่าง ๆ และการใช้งานอุปกรณ์ IoT ในจังหวัดภูเก็ตที่มีแนวโน้มจำนวนการใช้งานเพิ่มมากขึ้น
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ กล่าวว่า หลักการพัฒนาสมาร์ทซิตี้จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน กับส่วนที่เป็นบริการ ซึ่งภารกิจหลักที่ CAT ได้ดำเนินการแล้วในส่วนแรก คือการติดตั้งโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูง Free Wi-Fi 1,000 จุดทั่วทั้งภูเก็ต และล่าสุดคือการติดตั้งโครงข่ายไร้สายสำหรับ IoT คือ LoRaWAN ซึ่งหลังจากจัดให้มีโครงข่ายพื้นฐานที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว CAT ยังได้ขยายมาดำเนินการต่อเนื่องในส่วนของบริการ โดยขับเคลื่อนการพัฒนาบริการและโซลูชั่นต่างๆ ร่วมกับพาร์ทเนอร์ในท้องถิ่น ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเมืองภูเก็ตที่มีเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน