น้ำตกใหม่

เทศบาลเมืองป่าตอง ตั้งกองทุนน้ำตกวังขี้อ้อน ระดมทุนจากทุกภาคส่วน 10 ล้านบาท พลิกฟื้นคืนชีวิตให้น้ำตกวังขี้อ้อน น้ำตกแห่งเดียวในหาดป่าตอง ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จเยือนเมื่อปี 2502 ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนแห่งใหม่ของหาดป่าตอง พร้อมเปิดศูนย์การเรียนรู้น้ำตกวังขี้อ้อน ในวันที่ 5 ธ.ค.นี้
น.ส.เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ นายกเทศมนตรีเมืองป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต เปิดเผยถึงการพัฒนาน้ำตกวังขี้อ้อน ซึ่งเป็นน้ำตกแห่งเดียวในเมืองป่าตอง ว่า เทศบาลเมืองป่าตอง มีโครงการที่จะพัฒนาน้ำตกวังขี้อ้อนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติของป่าตอง ที่นอกเหนือจากหาดทราย ชายทะเล และแหล่งบันเทิงยามค่ำคืน และต้องการให้คนป่าตอง และคนทั่วไปได้รู้ถึงความสำคัญของน้ำตกวังขี้อ้อน จึงได้ทำโครงการฟื้นฟูน้ำตกวังขี้อ้อนขึ้น
หลังจากตนเข้ามาบริหารเมืองป่าตอง ชาวบ้านได้เรียกร้องให้นำวิถีน้ำตกวังขี้อ้อนคืนมาเหมือนในอดีต เพราะน้ำตกวังขี้อ้อนนี้เป็นน้ำตกที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จมาเยือนเมื่อปี 2502 ทำให้ป่าตองเป็นที่รู้จักของคนภายนอกมากขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รวมทั้งมีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชุมชนชาวป่าตองอย่างมาก ซึ่งตนจำได้ว่า เคยไปเล่นน้ำตกวังขี้อ้อนตอนเด็กๆ เป็นเสมือนน้ำประปาของคนป่าตองในสมัยก่อน จึงได้เชิญพี่น้องประชาชนในพื้นที่ระดมทุนเพื่อซื้อที่ดินแปลงที่อยู่ด้านหน้าของทางเข้าน้ำตกวังขี้อ้อน เพราะหลังจากที่การท่องเที่ยวของป่าตองมีการเติบโต ที่ดินที่อยู่ทางเข้าน้ำตกวังขี้อ้อนก็มีการซื้อขายเปลี่ยนมือ และล่าสุดก็ได้มีการลงทุนเป็นร้านอาหาร ทำให้การเข้า-ออกน้ำตกค่อนข้างที่จะลำบาก ตนจึงได้หารือกับหลายๆ คนที่จะหาแนวทางในการเปิดทางเข้าน้ำตกให้สะดวกขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
จึงได้จัดตั้งกองทุนน้ำตกวังขี้อ้อนขึ้นมาเพื่อซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว เนื้อที่ 3 งาน ราคา 10 ล้าน ซึ่งระดมทุนประมาณ 4 เดือน ก็สามารถซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวได้ และขณะนี้ได้โอนที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของเทศบาลเมืองป่าตองแล้ว เมื่อซื้อที่ดินแล้วก็มีการเข้ามาพัฒนา สิ่งแรกที่ทำคือ การแยกน้ำเสียออกจากน้ำตกวังขี้อ้น เพื่อให้น้ำตกวังขี้อ้อนสามารถเล่นได้ โดยมีการของบประมาณจากเทศบาลเมืองป่าตอง เพื่อทำท่อรวบรวมน้ำ แยกน้ำเสียจากบ้านเรือนออกจากน้ำตกวังขี้อ้อน ซึ่งขณะนี้ทำเสร็จแล้ว ประชาชนทุกคนสามารถเล่นน้ำตกวังขี้อ้อนได้แล้ว แต่ไม่สามารถเดินไปยังจุดสูงสุดของน้ำตกได้เพราะธรรมชาติไม่เอื้ออำนวย
เทศบาลเมืองป่าตอง จึงมีการออกแบบเสริมทำเหมือนเป็นบันได้ขึ้นไปด้านบนน้ำตก ออกแบบให้กลมกลืนธรรมชาติมากที่สุด และที่บริเวณมีกำแพงบ้านที่อยู่บริเวณน้ำตกจะปั้นหินเทียมปิดกำแพง ปลูกต้นไม้กลมกลืนธรรมชาติ ทำฝ่ายเล็กๆ เพื่อปล่อยให้น้ำจากด้านบนลงมาด้านล่าง ทำให้เห็นน้ำตกมากขึ้น
นอกจากนั้น ยังมีการของบประมาณทำอาคารศูนย์การเรียนรู้วังขี้อ้อน ในอาคารศูนย์การเรียนรู้ดังกล่าวที่กำแพงจะมีที่ระลึกอนุสรณ์รูปปั้นนูนต่ำของในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จมาเยือนน้ำตกวังขี้อ้อน และเสด็จเยือนมายังราชประทานนุสรณ์ บ้านมอญ หลังจากที่มีการเข้าไปปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ ทำให้ป่าตองมีแหล่งพักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งหนึ่ง ถือว่าเป็นการคืนชีวิตให้ธรรมชาติ คืนธรรมชาติให้ชุมชน และเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวจำนวนมาก ซึ่งศูนย์การเรียนรู้วังขี้อ้อนจะเปิดวันที่ 5 ธ.ค.นี้

นางฟ้าลง

มีรายงานล่าสุดพบว่า เหล่านางฟ้าวิกตอเรีย ซีเครต เลือกไทยเป็นสถานพักผ่อนหลังเสร็จสิ้นการเดินแบบโชว์ประจำปีที่เมืองเซี่ยงไฮ้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา 4 สาววิกตอเรีย ซีเครตที่มาเยือนไทยได้แก่ ไลส์ ริเบโร (Lais Ribeiro) จากบราซิล โจเซฟิน สครีเวอร์ (Josephine Skriver) จากเดนมาร์ก ซารา ซังไปยู (Sara Sampaio) จากโปรตุเกส และแจสมิน ทุกส์ (Jasmine Tookes) จากสหรัฐฯ ได้ส่งภาพถ่ายจากไทยผ่านอินสตาแกรมอวดชาวโลก และได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมช้างที่ปางช้างภูเก็ต

เพจซิกส์ (Page Six) รายงานล่าสุดว่า เป็นที่ฮือฮาเมื่อพบว่า 4 นางฟ้าวิกตอเรีย ซีเครตนั้นเดินทางมาพักผ่อนที่ทางใต้ของไทยหลังจากเสร็จสิ้นงานโชว์ประจำปี วิกตอเรีย ซีเครต ในเซี่ยงไฮ้ สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งออกอากาศในสหรัฐฯ เมื่อวันอังคาร (28) ล่าสุดทางสถานีโทรทัศน์ CBS

พบว่า 4 นางฟ้าที่มาเยือนไทยได้แก่ ไลส์ ริเบโร (Lais Ribeiro) จากบราซิล โจเซฟิน สครีเวอร์ (Josephine Skriver) จากเดนมาร์ก ซารา ซังไปยู (Sara Sampaio) จากโปรตุเกส และแจสมิน ทุกส์ (Jasmine Tookes)จากสหรัฐฯ

สื่อเพจซิกซ์รายงานว่า เหล่านางฟ้าทั้งหมดได้ส่งภาพจากรีสอร์ตสุดหรูทางใต้ที่ได้เข้าพัก และการใช้เวลาการท่องเที่ยวระหว่างอยู่ในไทยผ่านทางอินสตาแกรมไปอวดแฟนๆ ทั่วโลก โดยมีการถ่ายภาพหมู่ของบรรดานางฟ้าที่ อานนี วิลลาส์ ไทยแลนด์ (Ani Villas) สถานที่พวกเธอเข้าพัก และมีการโพสต์ภาพการเล่นสไลเดอร์ในสวนน้ำของอานนี่ วิลล่าส์ แห่งนี้อีกด้วย

จากอินสตาแกรมของนางแบบสาวจากโปรตุเกส ชังไปยู กล่าวว่า “ช่างเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ต้องจากสถานที่แสนสวยเหล่านี้ไป ขอขอบคุณ@Ani Villas สำหรับการพักผ่อนที่ยอดเยี่ยม และรักสาวๆ พวกนี้มาก มีความทรงจำที่ดีๆ มากมาย!!”

ส่วนในอินสตาแกรมของสครีเวอร์จากเดนมาร์ก เธอได้ถ่ายภาพขณะกำลังเล่นสไลเดอร์ที่สวนน้ำพร้อมกับซังไปยู โดยสครีเวอร์กล่าวในอินสตาแกรมว่า “ไม่เคยโตเสียที”

นอกจากนี้ ในอินสตาแกรมของนางแบบสาวผิวสีชาวอเมริกัน ทุกส์ได้โพสต์ภาพตัวเองในชุดบิกินีสีดำพร้อมกับเรือที่มีชื่อว่า “จิรนันทร์” ซึ่งนางฟ้าวิกตอเรีย ซีเครต รายนี้ถึงกับกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของเธอ ส่วนเพื่อนนางแบบสาวซังไปยูได้โพสต์ภาพการไปเยือนปางช้างภูเก็ต โดยเธอได้เล่าเรื่องของเธอผ่านอินสตาแกรมอย่างน่าสนใจว่า

“ได้ใช้เวลาในช่วงบ่ายเรียนรู้เกี่ยวกับสัตว์ที่สวยงามเหล่านี้ที่ @phuketelephantsanctuary ในประเทศไทย พวกเขาได้ช่วยเหลือช้างเหล่านี้ และทำการรักษาและบำบัดช้างที่ได้รับบาดเจ็บและถูกทรมาน ดังนั้นหากพวกคุณได้โอกาสมาเยือนประเทศไทย ขอได้โปรดอย่าขี่พวกมัน หรือให้การสนับสนุนการท่องเที่ยวที่จะทำร้ายสัตว์ที่สวยงามเหล่านี้ขอขอบคุณ@phuketelephantsanctuary สำหรับทุกสิ่งที่พวกคุณได้ทำ”

เปิดใช้แล้วอาคารผู้โดยสาร

เปิดใช้แล้ว 28 พ.ย.นี้ อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ท่าอากาศยานภูเก็ต รองรับผู้โดยสารช่วงไฮซีชั่นภูเก็ต ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆปี ก่อนส่งมอบพื้นที่ปรับปรุงอาคารเฟส 2 เสร็จทั้งหมดภายใน มิ.ย.ปีหน้า เผยเที่ยวบินและผู้โดยสารเพิ่มสูงขึ้นตลอด ปีนี้ทะลุ 16 ล้านคน เที่ยวบินสูงถึงวันละ 300 เที่ยวบิน
นายเพ็ชร ชั้นเจริญ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานภูเก็ต บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการเปิดใช้อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เฟสแรก ของท่าอากาศยานภูเก็ต ว่า หลังจากที่บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง ได้ส่งมอบงานปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ เฟสแรก ให้กับท่าอากาศภูเก็ต เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2560 ที่ผ่านมา ทางท่าอากาศยานภูเก็ตได้เข้าไปดำเนินการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน และพร้อมที่จะเปิดใช้อาคารดังกล่าวตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 27 พ.ย.2560 เพื่อรับเที่ยวบินแรกของเช้าวันที่ 28 พ.ย. 2560 ซึ่งเป็นเที่ยวบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และสายการบินแอร์เอเชีย
ทั้งนี้ เพื่อรองรับผู้โดยสารภายในประเทศ ที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในช่วง High Season (ตุลาคม 2560 – มีนาคม 2561) ของทุกปี เนื่องจากผู้โดยภายในประเทศมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับผู้โดยสารระหว่างประเทศร้อยละ 47 ของผู้โดยสารที่ผ่านท่าอากาศยานภูเก็ตทั้งหมด ซึ่งการเปิดใช้อาคารดังกล่าวจะทำให้ผู้โดยสารภายในประเทศมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งขาเข้าและขาออก อย่างไรก็ตามในช่วงแรกของการให้บริการอาจจะไม่สะดวกทั้งหมด แต่ท่าอากาศภูเก็ตจะเร่งปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จทั้งหมดภายใน 1 เดือน
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากเปิดให้บริการอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ ระยะแรกแล้ว จะดำเนินการปิดปรับปรุงระยะที่ 2 (เฟส 2 ทางด้านทิศเหนือ) ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งตามกำหนดการจะแล้วเสร็จและเปิดให้บิรการได้ภายในเดือน มิ.ย. 2561 นี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร อย่างไรก็ตามการดำเนินการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารภายในประเทศระยะที่ 2 (เฟส 2 ทางด้านทิศเหนือ) อาจส่งผลให้เกิดความไม่สะดวกต่อผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ ท่าอากาศยานภูเก็ตจึงขออภัยกับความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น และหากผู้โดยสารหรือผู้ใช้บริการมีข้อคิดเห็นประการใด ทางท่าอากาศยานภูเก็ตพร้อมที่จะนำไปปรับปรุงการบริการให้ดียิ่งขึ้น
การเปิดให้บริการอาคารผู้โดยสารภายในประเทศทั้งส่วนขาเข้าและขาออกนั้น ผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายในเรื่องเส้นทางการจราจร และความกว้างของห้องโถงเช็คอิน โดยมีเคาน์เตอร์เช็คอินจำนวน 22 เคาน์เตอร์ อีกทั้งมีการขยายพื้นที่ห้องโถงเพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงระบบสาธารณูปโภคภายในอาคารผู้โดยสารและเส้นทางการจราจร ซึ่งผู้โดยสารสามารถเข้าสู่อาคารผู้โดยสารภายในประเทศโดยใช้ทางเข้าจากทางหลวงหมายเลข 4031 บริเวณตรงข้ามสถานีเติมน้ำมันอากาศยานภูเก็ต บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นในส่วนของ ผู้โดยสารขาออกสามารถส่งผู้โดยสารได้บริเวณชานชาลาชั้น 2 และผู้โดยสารขาเข้าสามารถรับได้บริเวณชานชาลาชั้น 1 นอกจากนี้ผู้โดยสารที่นำรถยนต์ส่วนบุคคลมา สามารถนำรถยนต์ไปจอดยังบริเวณลานจอดรถยนต์ด้านหน้าอาคารผู้โดยสารภายในประเทศ หรืออาคารจอดรถยนต์ 5 ชั้นและใช้ทางเดินเชื่อมมายังอาคารผู้โดยสารภายในประเทศได้เช่นกัน และในส่วนของการตรวจค้นสัมภาระของผู้โดยสาร ทภก. ได้ใช้รูปแบบการตรวจค้นสัมภาระแบบ Terminal Screening
นายเพ็ชร กล่าวต่อว่า สำหรับเที่ยวบินที่มาลงที่สนามบินภูเก็ตขณะนี้เฉลี่ยวันละ 270-280 เที่ยวบินต่อวัน และเมื่อเข้าสู่ช่วงไฮซีชั่นจะมีถึง 300 เที่ยวบินต่อวัน ยังอยู่ในศักยภาพที่ท่าฯภูเก็ตจะสามารถรองรับได้ เพราะโดยศักยภาพของท่าฯภูเก็ต สามารถรองรับได้ชั่วโมงละ 20 เที่ยวบิน หรือวันละ 400 เที่ยวบิน ส่วนผู้โดยสารสิ้นสุดเดือน ต.ค.2560 อยู่ที่ 16 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีก ในส่วนนี้ทางบริษัท ท่าอากาศยานไทย ได้วางแผนในการพัฒนาเพิ่มศักยภาพไว้แล้ว

บินไปนครราชสีมา

สนามบินนครราชสีมาเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์แบบเช่าเหมาลำ โดย “นิวเจน แอร์เวย์ส” ประเดิม “นครราชสีมา- สุราษฎร์ธานี” ก่อนเปิดบินประจำ 2 เส้นทาง “นครราชสีมา-เชียงใหม่-นครราชสีมา” และ “นครราชสีมา-ภูเก็ต-นครราชสีมา” 3 ธ.ค. 60

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ท่าอากาศยานนครราชสีมาได้มีพิธีเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เที่ยวบินที่ E3 7511 ซึ่งเป็นเที่ยวบินเช่าเหมาลำของสายการบินนิวเจน แอร์เวย์ส จำกัด เส้นทางจากท่าอากาศยานนครราชสีมาไปยังท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี โดยนายดรุณ แสงฉาย อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) มอบให้นายวิทวัส ภักดีสันติสกุล ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอุดรธานี รักษาราชการผู้อำนวยการกองส่งเสริมท่าอากาศยาน และนายประวัติ ดวงกันยา ผู้อำนวยการท่าอากาศยานนครราชสีมา ร่วมพิธีเปิด และมีนายชัชวาล วงศ์จร ประธานหอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานหอการค้า จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมพิธีเปิดและเดินทางในเที่ยวบินปฐมฤกษ์

ออกจากท่าอากาศยานนครราชสีมา เวลา 09.17 น. ถึงท่าอากาศยานสุราษฏร์ธานี เวลา 10.30 น. เวลาทำการบิน 1 ชั่วโมง 30 นาที มีผู้โดยสารเดินทางทั้งหมด 168 คน โดยนายกำแหง สายวิภู ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี ให้การต้อนรับ สำหรับเที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินแบบเช่าเหมาลำ เพื่อรองรับหน่วยงานหอการค้า จังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมประชุมสภาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 35 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ สายการบินนิวเจน แอร์เวย์ส จำกัด ได้ขออนุญาตทำการบินแบบเช่าเหมาลำ โดยใช้อากาศยานแบบโบอิ้ง 737-800 ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 เที่ยวบินเช่าเหมาลำที่ E3 7511 เส้นทางนครราชสีมา-สุราษฎร์ธานี วันที่ 19 พฤศจิกายน 2560 เที่ยวบินเช่าเหมาลำที่ E3 7512 เส้นทาง-สุราษฎร์ธานี-นครราชสีมา

และจะเปิดทำการบินเที่ยวบินประจำ 2 เส้นทางในวันที่ 3 ธันวาคม  2560 เป็นต้นไป คือ 1. เส้นทางบิน นครราชสีมา-เชียงใหม่-นครราชสีมา ทำการบินทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน

2. เส้นทางบินนครราชสีมา-ภูเก็ต-นครราชสีมา ทำการบินทุกวันวันละ 1 เที่ยวบิน โดยจะเริ่มทำการบินในวันที่ 3 ธันวาคม  2560 เป็นต้นไป

ปัจจุบันท่าอากาศยานนครราชสีมาตั้งอยู่ที่ตำบลท่าช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือประมาณ 26 กิโลเมตร มีพื้นที่ 4,625 ไร่ อาคารผู้โดยสารสามารถรองรับผู้โดยสารจำนวน 300 คน ในเวลาเดียวกัน ทางวิ่ง ขนาด 45×2100 เมตร ทางขับขนาด 23×320 จำนวน 2 สาย ลานจอดอากาศยาน ขนาด 85×323 สามารถรองรับอากาศยาน แบบโบอิ้ง 737 ได้ 4 ลำ ซึ่งท่าอากาศยานนครราชสีมามีความพร้อมในการรองรับผู้โดยสาร ทั้งทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยที่เป็นไปตามมาตรฐาน

ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบเที่ยวบินของท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานได้ทางแอปพลิเคชัน ThaiFlightInfo โดยสามารถดาวน์โหลดผ่านระบบ IOS และ Andriod

ท่าเรือต้องผ่านกฎเหล็ก 4 ด้าน

จังหวัดภูเก็ตเร่งปรับปรุงและพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานรองรับการท่องเที่ยวทางทะเลที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี นำร่อง 4 ท่าเรือของรัฐและเอกชน ต้องผ่านกฎเหล็ก 4 ด้าน ทั้งความปลอดภัยของผู้โดยสาร เรือ การให้การช่วยเหลือ
นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เปิดเผยถึงการโครงการปรับปรุงและยกระดับท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ว่า การท่องเที่ยวทางทะเลมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ท่าเรือมีความสำคัญมากสำหรับที่จะรองรับนักท่องเที่ยวในการเดินทางท่องเที่ยวทางทะเล ทางจังหวัดภูเก็ตจึงได้จัดโครงการปรับปรุงและยกระดับท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้การให้บริการของท่าเรือได้มาตรฐานระดับสากล โดยจะนำร่อง 4 ท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นท่าเรือของรัฐและเอกชน ประกอบด้วย ท่าเรือรัษฎา ของอบจ.ภูเก็ต แต่ได้ให้สัมปทานกับบริษัท ซีทราน ในการบริการจัดการ ท่าเรืออ่าวฉลอง บริหารโดยอบจ.ภูเก็ต และท่าเรืออ่าวปอ ที่เอกชนได้รับสัมปทาน และรอยัล ภูเก็ต มารีน่า ซึ่งทั้ง 4 ท่าเรือเป็นท่าเรือที่มีนักท่องเที่ยวใช้บริการเป็นจำนวนมาก ในการเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะแก่งต่างๆ ในพื้นที่ภูเก็ต กระบี่ และพังงา
สำหรับท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยวทั้ง 4 แห่ง จะต้องปรับปรุงและพัฒนาใน 4 เรื่องหลักๆ คือ 1.เรือจะต้องปลอดภัยก่อนออกจากท่า โดยจะต้องแจ้งรายละเอียดผู้โดยสารที่ต้องผ่านท่าเรือดังกล่าว เพื่อให้รู้ว่าใครเป็นใคร จำนวนในแต่ละวัน เสื้อชูชีพครบตามจำนวนผู้โดยสาร ซึ่งเกี่ยวกับการแจ้งรายละเอียดผู้โดยสารนั้น ทางดีป้ากำลังพัฒนาระบบการป้อนข้อมูลผู้โดยสารก่อนเดินทางลงชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแจ้งกับทางท่าเรือไดล่วงหน้า เพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้ประกอบการ 2.เรือทุกลำจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายเจ้าท่าอย่างเข้มงวด ตัวเรือจะต้องผ่านเกณฑ์ของเจ้าท่า ผู้ขับเรือจะต้องมีใบนายท้ายเรือ พร้อมอุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างครบถ้วน 3.เรือทุกลำจะต้องมีระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับฝั่งในการตรวจติดตามหรือให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที หากเกิดอุบัติเหตุ และ 4. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการประสานการช่วยเหลือทางทะเล เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดการสูญเสีย โดยศูนย์นี้จะเน้นการทำงานในวันหยุด เพราะในวันปกติธรรมดา มีหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว
โดยท่าเรือทั้ง 4 ที่เป็นโครงการนำร่อง มีความพร้อมในการดำเนินการให้เป็นไปตาม 4 มาตรการหลัก เช่น ท่าเรืออ่าวฉลอง ทาง อบจ.ภูเก็ต จะมีการดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดอย่างเข้มงวดเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้โดยสาร ซึ่งทาง อบจ.จะมีการปรับปรุงในหลายๆ ส่วน เช่น การทำที่กั้นเพื่อนับจำนวนนักท่องเที่ยวแต่ละวันว่าผ่านท่าเรือมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ติดตั้งกล้อง CCTV ที่สามารถสแกนใบหน้าของผู้โดยสารได้ โดยร่วมมือกับทาง DEPA ภูเก็ต และอื่นๆ ด้วยงบประมาณปี 61 จำนวน 29 ล้านบาท และนอกจากนี้มีโครงการที่จะก่อสร้างโป๊ะจอดเรือเพิ่ม เป็นต้น
ในขณะที่ท่าเรืออ่าวปอ หลังจากเอกชนเข้ามาดำเนินการได้มีการพัฒนา ติดตั้งกล้อง CCTV ดูแลความสะอาดรอบๆบริเวรท่าเรือ และเข้มงวดในเรื่องของเรือที่จะออกจากท่าจะต้องปฏิบัติตามกฎของเจ้าท่าอย่างเข้มงวด รวมทั้งจะมีการจัดทำสายรัดข้อมือที่มีข้อมูลรายละเอียดของผู้โดยสารและประกันภัยสำหรับผู้โดยสารที่ผ่านท่าเรือทุกๆคน
ขณะที่ท่าเรือรัษฎาได้จัดทำในส่วนของที่กั้นเข้า-ออกท่าเรือ พร้อมเพิ่ม CCTV ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแต่ละวันมีผู้โดยสารผ่านท่าเรือรัษฎาเป็นจำนวนมาก
นายนรภัทร กล่าวเพิ่มว่า สำหรับท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยวของภูเก็ตนั้น แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการไม่ต่ำกว่าววันละ 25,000 – 30,000 คน และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นในทุกๆปี ดังนั้นการปรับปรุงและพัฒนาท่าเรือให้ได้มาตรฐานเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับเมืองท่องเที่ยวทางทะเลอย่างภูเก็ต

 

ชุมชนท่องเที่ยวมากเสน่ห์

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เมื่อคิดจะมาเที่ยวยังจังหวัดภูเก็ต อันดับแรกที่นึกถึงก็คงหนีไม่พ้นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามของท้องทะเล ชายหาด และเกาะต่างๆ ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ตามด้วยเมืองแห่งอาหารการกิน รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวยามราตรีที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว

แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าจังหวัดภูเก็ตไม่ได้มีดีแค่แหล่งท่องเที่ยวที่กล่าวมาเพียงเท่านั้น เพราะภูเก็ตยังมีแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ชวนให้ไปเที่ยวไปสัมผัสถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวภูเก็ตอย่างแท้จริง

ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต เผยว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่คิดมาเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ก็จะมาเที่ยวเกาะ เที่ยวทะเล แต่ที่จริงแล้วภูเก็ตยังมีแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีความเป็นอยู่แบบดั้งเดิม แบบไม่ได้จัดแต่งขึ้นมา เป็นวีถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำกันเป็นปกติให้นักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวชม อย่างที่ชุมชนบ้านบางโรง ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ที่ยังมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ชาวบ้านยังทำสวนยางกรีดยาง ออกเรือทำประมงใช้ชีวิตตามประจำวัน มีการเลี้ยงแพะ ทำสวนผสม มีวิถีชีวิตจริงของชาวบ้านแบบเดิมๆ ให้ได้เห็นให้ได้มาสัมผัสกัน

“เรื่องการท่องเที่ยวชุมชน ทางททท. เรามีการจัดทำเป็นเอกสารชื่อว่า เหวนภูเก็ต 7 ชุมชนท่องเที่ยว เหวน ภาษาถิ่นภูเก็ต แปลว่า เที่ยวแบบเรื่อยๆ ค่อยๆ ไป ไม่เร่งรีบ เราจัดทำขึ้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รู้ว่าที่จังหวัดภูเก็ตยังมีแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่น่าสนใจอีกเยอะ ให้นักท่องเที่ยวรู้จักแหล่งท่องเที่ยวชุมชนของจังหวัดภูเก็ตเพิ่มมากขึ้น และภูเก็ตสามารถมาเที่ยวได้ทั้งปี” กนกกิตติกา เผยเพิ่มเติม
“บ้านบางโรง” เป็นชุมชนเก่าแก่ชุมชนหนึ่งบนเกาะภูเก็ต ชุมชนแห่งนี้เคยเป็นศูนย์กลางการปกครองที่มีชื่อว่าเมืองถลางบางโรงในอดีตเกือบ 200 กว่าปี ชาวบ้านบางโรงที่นี่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ประกอบอาชีพทำประมงพื้นบ้าน ทำสวน และรับจ้างทั่วไป แต่ด้วยความที่บ้านบางโรงตั้งอยู่ระหว่างภูเขาและทะเล ทำให้บ้านบางโรงมีทรัพยากรทั้งภูเขา และทะเลที่หลากหลาย มีความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ จึงทำให้บ้านบางโรงเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติอันบริสุทธ์เดินทางมาเที่ยวกัน

ศึกษาเพิ่ม

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมกระทรวงคมนาคม และประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินโครงการของกระทรวงคมนาคมว่า โครงการใหญ่ๆ ทยอยเปิดประมูลตามแผน ซึ่งมีผลต่อความเชื่อมั่น และทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นโดยลำดับ โดยความคืบหน้าของงานด้านโครงสร้างพื้นฐานจะมีผลต่อการจัดลำดับต่างๆ ของประเทศด้วย ซึ่งรัฐบาลมีเวลาทำงานอีก 1 ปี ดังนั้น โครงการที่ยังเหลือจะต้องดำเนินการแบบกระชับ โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(EEC) เป็นลำดับแรก ทั้ง ระบบรถไฟ การพัฒนาสนามบิน ท่าเรือ และถนน จะต้องดำเนินการให้ได้ก่อนสิ้นปีนี้ โดยโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบินนั้น คาดว่าจะออกร่างเอกสาร TOR ได้ก่อนสิ้นปีนี้ ส่วนการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะ 3 และโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน อู่ตะเภา (MaintenanceRepair and Overhaul) หรือMRO จะออกTOR ได้ ในไตรมาส 1 ปี 2561 เพื่อให้ได้ตัวผู้ก่อสร้างเริ่มต้นในโครงการหลักในขณะที่กฎหมาย EEC ใกล้ออกแล้ว ดังนั้นทุกอย่างจะต้องดำเนินการตามแผนงาน

พร้อมกันนี้ได้เร่งรัด การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)ให้ ดำเนินโครงการรถไฟฟ้าในภูมิภาคจำนวน 4 แห่ง ภายในปี 2561 คือ จังหวัดภูเก็ต ขอนแก่น เชียงใหม่ นครราชสีมา เนื่องจากมีความแออัดสูง ซึ่งโครงการจะมีผลต่อการพัฒนาพื้นที่อย่างมากและด้านการท่องเที่ยว ส่วนการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (TFF: Thailand Future Fund) เพื่อนำมาสร้างทางด่วนพิเศษ นั้นใกล้จะเสร็จแล้ว ซึ่งจะสอดคล้องกับการเริ่มต้นโครงการทางด่วนสายพระราม 3- ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพ (ด้านตะวันตก) ในต้นปี 2561

สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ระยะ 2 และทางสายใหม่จำนวน 9 เส้นทาง จะเริ่มทยอยออกประมูล ถือว่าเป็นไปตามแผน รวมถึงโครงการรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพ-นครราชสีมา นั้น มั่นใจว่าจะเริ่มการก่อสร้างได้ปลายพ.ย.หรือต้นธ.ค. 2560 และอยู่ระหว่างศึกษาจากนครราชสีมา-หนองคาย ต่อเนื่อง

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับ EEC นั้น ในส่วนของการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 และ โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน อู่ตะเภา ( MRO) ผ่านการพิจารณาสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ส่วน รถไฟเชื่อม 3 สนามบิน โครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพ-ระยอง ศึกษาเสร็จแล้วเตรียมเสนอคณะกรรมการ EEC

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่ง (Action Plan) ปี 58-60 ซึ่งขณะนี้ มีโครงการที่เปิดประมูลแล้วและเตรียมการก่อสร้างจำนวน 27 โครงการ ,โครงการที่อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) หรือ คณะกรรมการ PPP จำนวน24 โครงการ ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้จัดทำ Action Plan ปี 2561 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการลงทุน โดยจะเป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากปี 2559 มูลค่า 1.27 ล้านล้านบาท ต่อเนื่องจากปี 2560 มูลค่า 1.02 ล้านล้านบาท จำนวนรวม 43 โครงการและเป็นโครงการใหม่ 8 โครงการ มูลค่า 1.03285 แสนล้านบาท ได้แก่ ระบบขนส่งมวลชนในภูมิภาค 4 โครงการคือ เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา และภูเก็ต ซึ่งขณะนี้ที่ภูเก็ตได้มีการออกแบบรายละเอียดแล้ว ซึ่งรองนายกฯ ได้มอบหมายให้ศึกษาเพิ่มเติมในจังหวัดที่มีความหนาแน่น เช่น อุดรธานี พิษณุโลก ต่อไป

จบแล้วกินผัก

คึกคักสนั่นเมือง !ประชาชน และนักท่องเที่ยว ร่วมส่งพระ วันสุดท้ายงานประเพณีถือศีลกินผักวันสุดท้ายที่ภูเก็ต ขณะที่ปี 2561 จะเริ่มตั้งแต่ 9-17ตุลาคม 2561
สำหรับประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2560 ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 20 – 28 ต.ค.60 โดยเมื่อคืนที่ผ่านมาศาลเจ้าต่างๆ ได้การประกอบพิธีส่งพระ หรือส่ง องค์ยกฮ่องซ่งเต่(พระอิศวร) และองค์กิ้วฮ๋องไต่เต่ (องค์เก้าราชัน) ซึ่งถือว่าเป็นเทพสูงสุดของการถือศีลกินผัก กลับสู่สรวงสวรรค์ที่บริเวณปลายแหลมสะพานหิน โดยในปีนี้แต่ละศาลเจ้าในเขตตัวเมืองภูเก็ต ไม่จัดพิธีอิ้วเก้งหรือแห่พระผ่านตัวเมือง เนื่องจากกำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ ในห้วงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทางศาลเจ้าได้ใช้รถยนต์บรรทุกม้าทรงเดินทางมายังปลายสะพานหินแทนเพื่อประกอบพิธีตามที่สืบทอดกันมา


แต่เมื่อขบวนมาถึงปลายแหลมสะพานหิน ได้มีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งเดินทางมาร่วมพิธีจำนวนมาก ได้จุดประทัดใส่ม้าทรงและไท่เปี้ยเป็นจำนวนมากทำเสียงประทัดดังสนั่นไปทั่วบริเวณ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบคอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนที่มาร่วมงานดังกล่าว
สำหรับพิธีส่งพระ จะประกอบพิธีในคืนสุดท้ายของประเพณี โดยจะมีการส่งองค์ยกฮ่องซ่งเต่ (พระอิศวร) ซึ่งมักส่งกันที่หน้าเสาโกเต้งช่วงเวลา 22.30 น. เพื่อกลับสวรรค์ หลังจากนั้นก็จะส่งองค์กิ๊วฮ๋องไต่เต่ ซึ่งส่วนใหญ่จะไปประกอบพิธีที่ชายทะเลปลายแปลมสะพานหิน เมื่อขบวนส่งพระออกพ้นประตูไฟทุกดวงในศาลเจ้าต้องดับสนิทและปิดประตูใหญ่
ส่วนการจัดงานประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2561ได้มีการกำหนดแล้วเช่นกันโดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ตุลาคม 2561 และ ในวันนี้ (29ต.ค.) ตั้งแต่เวลา16.00 น.เป็นต้นไป แต่ละศาลเจ้าจะมีการประกอบพิธีลงเสาโก้เต้ง เพื่อเป็นการสิ้นสุดการถือศีลกินผักในปีนี้

พสกนิกรจังหวัดภูเก็ต

สำหรับบรรยากาศการเดินทางมาร่วมพิธี ถวายดอกไม้จันทน์ในพระราชพิธี ถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่บริเวณภายในมณฑลพิธีพระเมรุมาศจำลอง เวทีกลางสะพานหิน จ.ภูเก็ต ขณะนี้มีประชาชนเดินทางมาแล้วจำนวนมาก ทำให้ขณะนี้ประชาชนทยอยเดินทางเข้ามายังบริเวณพิธีตั้งแต่เวลา 06.00 น. เพื่อเข้าสู่จุดคัดกรองบริเวณโรงยิม 4,000 ที่นั่ง ก่อนที่จะทยอยเดินทางไปยังจุดที่กำหนดเพื่อนั่งร่วมพิธี โดยหางแถวของประชาชนอยู่ถึงหน้าวิทยาลัยอาชีวภูเก็ต
โดยเจ้าหน้าที่ หน่วยงานราชการ และ จิตอาสา มาเตรียมพร้อมตั้งแต่เวลา 06.30 น.เพื่อปฏิบัติงานทุกอย่างให้พร้อม โดยพิธีถวายดอกไม้จันทน์ เริ่มขึ้น ในเวลา 09.00 น. โดยนายสนิท ศรีวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ประธานในพิธี ต่อด้วยประธานฝ่ายสงฆ์ ตามด้วยพระภิกษุสงฆ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และประชาชน ไปจนถึงเวลา 15.00 น. แล้วจะเริ่มเข้าสู่พิธีสงฆ์ จนถึงเวลา 16.00 น.
หลังจากนั้น จะเป็นการชมการถ่ายทอดสดพระราชพิธีฯ จากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ในเวลา 17.30 น. จะเป็นการถวายดอกไม้จันทร์ในช่วงที่สองอีกครั้ง เริ่มด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ประธานในพิธี ต่อด้วยประธานฝ่ายสงฆ์ พระภิกษุสงฆ์สมณศักดิ์ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และประชาชน เวลา 18.00 น. จะเป็นการแสดงมหรสพสมโภช เพื่อน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย ไปจนถึงเวลา 21.00 น. สำหรับการถวายดอกไม้จันทน์จะดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และประชาชนชาวภูเก็ต ที่เดินทางมาร่วมถวายดอกไม้จันทน์ จะได้ร่วมถวายดอกไม้จันทน์ตามความตั้งใจทุกคน
ส่วนสถานที่จัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ ในจังหวัดภูเก็ต ได้กำหนดสถานที่ในพื้นที่ 3 อำเภอ เพื่อสะดวกแก่ประชาชน ประกอบด้วย พระเมรุมาศจำลอง ที่เวทีกลางสะพานหิน อำเภอเมืองภูเก็ต ซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ อำเภอกะทู้ ที่วัดอนุภาษกฤษฎาราม (วัดเก็ตโฮ่) และอำเภอถลาง ที่วัดเทพวนาราม (วัดม่าหนิก)

อย่าตัดต้นไม้เลย

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่บริเวณสำนักงานสวนป่าบางขนุน ต.เทพกษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต นายจเรศักดิ์ นันตะวงษ์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ เดินทางมาตรวจสอบกรณีเรื่องร้องเรียน ต้นกฤษณาขนาดใหญ่ถูกลักลอบตัดในพื้นที่สวนป่าบางขนุน ต.เทพกษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยมี นายสมชาย จิตรหลัง รักษาการผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ นายทวี ลือชา ผู้อำนวยการส่วนป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 สาขากระบี่ นายสรกฤษณ สิงห์คำ หัวหน้าส่วนป่าบางขนุน นายกองโท อดุลย์ ชูทอง นายอำเภอถลาง นายสมพร อ่อนทองอินทร์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง นายจิระเดช บุรารักษ์ ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ทหารเรือทัพเรือภาคที่ 3 เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ เจ้าหน้าที่อส.อ.ถลาง ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม กว่า 50 คน และร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบป่าสงวนแห่งชาติ ป่าบางขนุน ม.5 ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต
นายจเรศักดิ์ นันตะวงษ์ รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงการเดินทางมาครั้งนี้ ว่า สืบเนื่องจากกรมป่าไม้ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้าน ว่า ต้นกฤษณาขนาดใหญ่ถูกลักลอบตัดในพื้นที่สวนป่าบางขนุน ต.เทพกษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต หลังจากนั้นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจสอบทันที โดยเมื่อวันที่ 19 ต.ค.60 เวลาประมาณ 16.00 น. คณะเจ้าหน้าที่ขุดดังกล่าวได้สนธิกำลังออกตรวจสอบพื้นที่บริเวณสวนป่าบางขนุน พบไม้กฤษณาถูกโค่นล้ม จำนวน 1 ต้น บริเวณพิกัด UTM 47P 0424488E 0893210N และพบไม้กฤษณามีร่องรอยถูกขุดเจาะต้นไม้แต่ยังไม่ได้โค่นล้ม จำนวน 1 ต้น บริเวณพิกัด UTM 47 P 0424925E 0893184N ซึ่งไม้ดังกล่าวเป็นของป่าหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำหนดของป่าหวงห้าม 2530 ลำดับที่ 4 ไม้กฤษณาที่ถูกโค่นล้มตรวจวัดขนาดได้ความยาว 15 เมตร โต 140ซม. หลังจากทราบข้อมูลในเบื้องต้นตนจึงได้ลงพื้นที่มาตรวจสอบทันทีในวันนี้
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบในวันนี้ พบไม้กฤษณาถูกตัดฟันโค่นล้มเพิ่มอีก จำนวน 1 ต้น บริเวณพิกัด 47 P0425979 E ซม. ความยาว 20 เมตร คิดเป็นปริมาตรได้ 17.33 ลบ.ม. โดยจุดบริเวณทั้งหมดที่พบไม้กฤษณา ถูกตัดโค่นล้มจำนวน 2 จุด รวมไม้ที่ถูกตัดโค่นล้มจำนวน 2 ต้น ทางคณะเจ้าหน้าที่จึงใช้ดวงตรา ตีประทับไว้ที่หน้าตัดของไม้ทุกท่อน ตรวจยึดไว้เป็นของกลางต่อไป และในขณะคณะเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบไม่พบบุคคลหนึ่งบุคคลใด ในบริเวณที่เกิดเหตุ และบริเวณที่ใกล้เคียงแต่อย่างใด จึงไม่ทราบว่าเป็นการกระทำของผู้ใด เกิดคำถามทำไมต้องทำลายตัดต้นไม้กันด้วย