ดูแลโลมา

จากกรณีเมื่อวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ได้ให้การช่วยเหลือลูกโลมาลายแถบแรกเกิดที่ถูกคลื่นมาเกยหาดที่หาดในยาง จ.ภูเก็ต เพื่อทำการฟื้นฟูและรักษาก่อนปล่อยกลับทะเล

ล่าสุด มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงอาการของลูกโลมาลายแถบ ที่ทางเจ้าหน้าที่กำลังดูแล ว่า ลูกโลมาตัวดังกล่าวไม่สามารถว่ายน้ำได้ ต้องใช้เจ้าหน้าที่พยุงตัวตลอด 24 ชั่วโมง โดยขณะนี้ต้องการรับสมัครอาสาสมัครเข้าไปช่วยดูแลลูกโลมาตัวดังกล่าว
โดยเจ้าของโพสต์ ระบุว่า “ขณะนี้น้องอยู่ในสภาวะที่ว่ายน้ำไม่ได้ และ ปล่อยตัวจมน้ำตลอดเวลา นั่นหมายความว่า เราต้องใช้อาสาสมัครอยู่ข้างน้อง ประคองน้องตลอด 24 ชั่วโมง แม้น้องจะมีทุ่นพยุงตัวอยู่ก็ตาม นอกจากนั้น อาสาสมัครจะช่วยวัดอัตราการเต้นของหัวใจ จำนวนครั้งในการหายใจต่อ 5 นาที และ ราดน้ำให้ผิวหนังของน้องในส่วนที่พ้นน้ำให้ชุ่มชื้นตลอดเวลา นับเป็นงานที่หนักพอสมควร แต่จะเป็นประสบการณ์ที่ท่านจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ข้อปฏิบัติในการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครดูแลลูกโลมาลายแถบ 1.ใส่ถุงมือและหน้ากากอนามัยทุกครั้งในการลงไปดูแลโลมาในบ่อพักฟื้น เพื่อป้องกันโรคติดต่อที่อาจติดจากโลมาได้ 2.ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ไม่ควรเกิน 3 ชั่วโมง ดังนั้น จึงต้องการอาสาสมัครจำนวนพอสมควรเพื่อมาสับเปลี่ยนกัน 3.ระหว่างการปฏิบัติงาน ถ้าเกิดอาการไม่สบาย หรือเหนื่อยอ่อนผิดปกติ ให้หยุดปฏิบัติงานทันที เรายังต้องการคนช่วยนะครับ สนใจร่วมทีมฟื้นฟูสุขภาพลูกโลมาลายแถบ ที่ จ.ภูเก็ต สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ชีววิทยาทางทะเล จ.ภูเก็ตครับ
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการโพสต์ข้อความดังกล่าวออกไป ปรากฏว่ามีคนเข้ามาแสดงและแชร์เป็นจำนวนมาก หลังจากนั้น เจ้าของโพสต์ได้โพสต์ข้อความอีกครั้ง เพื่อรายงานความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกโลมา โดยระบุว่า “เริ่มมีอาสาสมัครเข้ามาช่วยกันบ้างแล้ว งานเช้านี้เป็นการพาน้องเล่นน้ำ โดยการอุ้มให้รูจมูกน้องอยู่เหนือน้ำตลอดเวลา ไม่งั้นน้องจะสำลักน้ำ ระหว่างนั้นต้องทำการวัดอัตราการเต้นของหัวใจทุกครึ่งชั่วโมง รวมถึงจำนวนครั้งในการหายใจด้วย

สำหรับการรักษาเพื่อฟื้นฟูร่างกายของลูกโลมาลายแถบ วันนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจรักษาตามอาการอีกครั้ง ส่วนอาสาสมัครที่จะช่วยพยุงตัวโลมานั้นขณะนี้ยังต้องการอาสาสมัครอยู่ เนื่องจากจะต้องช่วยพยุงตัวตลอด 24 ชั่วโมง

ดูแลความปลอดภัย

อังกูร คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 (ผบก.ทท.3) กล่าวที่จังหวัดภูเก็ต ถึงการดูแลความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในมาตรการการดูแลความปลอดภัย บริเวณชายหาดต่างๆ ว่า

ขณะนี้ในส่วนของตำรวจท่องเที่ยวมีโครงการที่จะตั้งจุดบริการนักท่องเที่ยวบริเวณชายหาดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลความปลอดภัย และบริการนักท่องเที่ยวที่ลงไปเที่ยวตามชายหาดต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งจุดบริการนักท่องเที่ยวนั้นจะนำตู้คอนเทนเนอร์มาตั้งเพื่อให้เป็นจุดบริการ และอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวประจำชุดละ 2 นาย และรถเอทีวีขับบนชายหาดเพื่อดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว

สำหรับจุดบริการนักท่องเที่ยวนั้นในส่วนของจังหวัดภูเก็ตมีเป้าหมายดำเนินการใน 12 ชายหาด แต่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการประสานงาน ซึ่งทางตำรวจท่องเที่ยวจะเริ่มดำเนินการ 2 ชายหาด คือ หาดกมลา และหาดกะรน โดยจะดำเนินการให้เสร็จก่อนปีใหม่ เนื่องจากช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมาก การดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดบริเวณชายหาดอาจจะไม่สามารถดูแลนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง

การจัดเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกรณีที่จะต้องใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปกำกับดูแลเช่น การลงเล่นน้ำโดยไม่เชื่อฟังคำเตือนเของเจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ด เป็นต้น

ค้นหาภูเก็ต

ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ไป่ตู้ ประเทศไทย กล่าวว่า “ไป่ตู้ แอคเซส ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลการสืบค้นสถานที่ท่องเที่ยวของชาวจีนในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี คือ ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน พบว่า มีการสืบค้นข้อมูลเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นกว่าไตรมาสที่ 2 ราว 64%

สำหรับประเทศไทย ในไตรมาสที่ 3 นี้ ภูเก็ตเป็นคำค้นที่มีการเพิ่มขึ้นของการค้นหาในระบบแหล่งข้อมูล ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นถึง 47%

“กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สมุย และพัทยา ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีอัตราการลดลงของคำสืบค้นเพียงเล็กน้อย ชี้ให้เห็นว่ายังคงมีการสืบค้นหาข้อมูลเพื่อการเดินทางท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงสิ้นปีจนถึงเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วงเวลาที่อากาศในประเทศจีนหนาวเย็นมาก ทำให้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวในประเทศที่มีอุณหภูมิสูงกว่า

ดังนั้น แนะนำให้ทั้งผู้ประกอบการ นักธุรกิจ พร้อมทั้งหน่วยงานต่างๆ เร่งป้อนข้อมูลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว สินค้า บริการ ใหม่ๆลงไปในระบบฐานข้อมูล เพิ่มดึงดูดความสนใจ และกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวในประเทศไทย” น.ส.พัชรพรกล่าวเสริม

“สำหรับในช่วงไตรมาสที่ 3 “สิงคโปร์” ได้รับความสนใจในการค้นหาสูงที่สุดในหมวดหมู่ประเภทของเมืองท่องเที่ยว ส่วน “บาหลี” ได้รับความสนใจในการค้นหาสูงที่สุดในหมวดหมู่ ประเภทของท่องเที่ยวแบบเกาะ อีกทั้งยังพบว่ามีการสืบค้นเกี่ยวกับ “หมู่เกาะไซปัน” ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ฉายามัลดีฟส์ในมหาสมุทรแปซิฟิกตั้งอยู่ห่างจากเมืองไทยเพียง 4,874 กิโลเมตรเป็นส่วนหนึ่งของเครือรัฐหมู่เกาะนอร์เทิร์น มาเรียนาซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นโดดเด่นจากการค้าหาข้อมูลในช่วงระหว่างไตรมาสที่ 3” น.ส.พัชรพรกล่าว

มาเอง

สถานการณ์ล่าสุด ของตลาดนักท่องเที่ยวจีน ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา บอกว่า นักท่องเที่ยวจีน ยังมีจำนวนมากเป้นอันดับ 1 ในเดือนกันายนที่ผ่านมา คือ ประมาณ 647,000 คน แต่เป้นจำนวนที่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปีที่แล้ว ถึง 14.89 %

สาเหตุที่นักท่องเที่ยวจีนลดลงนั้น นอกจากเป็นโลว์ซีซั่นแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รือล่มที่ภูเก็ต เมือ่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาด้วย

สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือ แอตต้า คาดการณ์ว่า เดือนตุลาคมนิ้ คาดว่า นักท่องเที่ยวจีนจะลดลงอีก 15 -20 % และอาจต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปีหรือต้นปีหน้า

มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ตลาดกรุ๊ปทัวร์ มีแนวโน้มลดลงมากถึง 30-40 % แต่นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเอง หรือ เอฟไอที ( F.I.T – Free individual traveler) ลดลงเพียงเล็กน้อย

F.I.T หมายถึง นักท่องเที่ยวที่เดินทางท่องเที่ยวเอง ตรงข้ามกับ Group Tour ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่ม รวมไปถึงกรุ๊ปทัวร์ต่างๆ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลักษณะของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยปัจจุบันกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบอิสระนั้น มีสัดส่วนมากถึง 60% ส่วนนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มนั้นลดลงเหลือเพียง 40%

งานวิจัย “หนีห่าว มาร์เก็ตติ้ง” ของวิทยาลัย การจัดการ มหิดล เมื่อปีที่แล้ว ระบุ ปัจจุบันเทรนด์นักท่องเที่ยวจากจีน ที่หลั่งไหลเข้ามายังประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ นิยมเดินทางเป็นกลุ่มด้วยตัวเอง หรือเรียกว่า FIT ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่างต่อเนื่อง

งานวิจัยนี้ เก็บตัวอย่างวิจัยเชิงปริมาณ 403 ตัวอย่าง และเชิงคุณภาพ 30 ตัวอย่าง แบ่งเป็นผู้หญิง 76% และ ผู้ชาย 24% อยู่ในช่วงอายุ 18 – 35 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ในหลากหลายอาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 3,000 – 12,000 หยวน หรือประมาณ 15,000 – 60,000 บาท

ข้อมูลจาก “Baidu” ซึ่งเป็น เสิร์ชเอนจิ้นของจีน ทำนองเดียวกับกูเกิ้ล สำรวจพบว่าคนจีนที่มีประสบการณ์มาเที่ยวเมืองไทยแล้ว 74% จะกลับมาเที่ยวอีก แต่จะเป็นการมาเที่ยวแบบ FIT

ปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีน นิยมเที่ยวสไตล์ FIT มากขึ้น เนื่องจากคนจีนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น โดยประชากรจีน 1,400 ล้านคน มี 731 ล้านคนเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ซึ่งกลุ่ม FIT จะค้นหาข้อมูล ติดต่อจองตั๋วเครื่องบิน ห้องพักผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะช่องทาง “Social Media”

นี่คือ disruption ในตลาดนักท่องเที่ยวจีน ที่โครงสร้างหลักเปลี่ยนจาก กรุ๊ป ทัวร์ มาเป็น นักท่องเที่ยวอิสระ เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ อันเนื่องมาจาก อิทธิพลของเทคโนโลยี่ดิจิตัล ธุรกิจทัวร์ในเมืองไทย ทีเคยอยุ่ในตลาดแบบกรุ๊ปทัวร์ ต้องปรับตัว ครั้งใหญ่ ในขณะที่ กลุ่มนักท่องเที่ยวแบบอิสระนี้ ทำให้ รายได้จากการท่องเที่ยว มีโอกาสกระจายไปสู่ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดเล็กมากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มธุรกิจทัวร์รายใหญ่ โรงแรมเจ้าประจำ ร้านอาหารเจ้าเก่าเหมือนตลาดกรุ๊ปทัวร์

งานวิจัย “ หนีห่าวมาร์เก็ตติ้ง” แนะนำกลสยุทธ์ในการเจาะตลาดไอที จีนว่า จีน มีสื่อสังคมออนไลน์ของตัวเอง ดังนั้นผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควรเรียนรู้ Social Media ของคนจีน ไม่ว่าจะเป็น “Youku” คล้ายกับ YouTube / “RenRen” เปรียบเป็น Facebook เวอร์ชั่นจีน / “Weibo” คล้ายกับ Twitter / “Wechat” คล้ายกับ LINE

ขณะที่ Search Engine ที่คนจีนนิยมใช้ค้นหาข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมถึงข้อมูลการท่องเที่ยว คือ “Baidu” แตกต่างจากในไทย ที่นิยมใช้ Google และถ้าเป็นเว็บไซต์สำหรับท่องเที่ยวโดยเฉพาะ คนจีนจะเข้า “Mafengwo Qyer” (หม่า-เฟิง-โว๋-ฉง-โหย๋ว-หว๋าง) ขณะที่คนไทย จะเข้า Tripadvisor

ถ้าเป็น Travel Agency คนจีนจะใช้ “Ctrip” เพื่อจองตั๋วเครื่องบิน และที่พัก ขณะที่คนไทยนิยมใช้ Expedia

จากการวิเคราะห์รายละเอียดเชิงลึก สามารถแบ่งสัดส่วนการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจีนแบบอิสระ ออกเป็น 3 หมวดใหญ่ ได้แก่

หมวดที่ 1 “ชิล” คือ การใช้จ่ายในหมวดที่พัก และกิจกรรมผ่อนคลาย ในหมวดนี้ถือเป็นค่าใช้จ่ายมากที่สุดของการท่องเที่ยว โดยในปัจจุบันที่พักที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวจีนแบบอิสระ ไม่ได้จำกัดแค่การพักในโรงแรมเท่านั้น เพราะยังมีช่องทางในการจองที่พักมากมาย ไม่ว่าจะจากเว็บ Travel Agency

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจเลือกที่พัก ส่วนใหญ่ดูจากการรีวิวและคอมเมนต์ของลูกค้าก่อนหน้าที่เคยใช้บริการ ซึ่งนอกจากราคาไม่แพงมาก ทำเลที่ตั้งต้องเดินทางสะดวก บริการดี ทั้งยังดูถึงรสชาติอาหารด้วย และที่ถือเป็นตัวช่วยที่หลายคนคาดไม่ถึง คือ การมีสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ ประจำที่พัก ทำให้เกิดการบอกต่อ และอยากมาถ่ายรูปเพื่อลง Social Media

เริ่มกินผัก

ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตในช่วงโกลเด้นวีก และช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก หรือเจี๊ยะฉ่าย ว่า ถ้าพูดถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ในภาพรวมการท่องเที่ยวในทุกกลุ่ม จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 5% ในช่วงโกลเด้นวีด และช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก แต่นักท่องเที่ยวจีนที่มาเป็นหมู่คณะ หรือกรุ๊ปทัวร์จะหายไปประมาณ 50% ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเอง (FIT) จะหายไปประมาณ 10%

สำหรับในช่วงประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ ที่ชาวภูเก็ตได้ร่วมกันสืบสานมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงไว้ซึ่งประเพณีอันดีงาม จนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกไปแล้ว ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในระหว่างวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 (ตามปฏิทินจีน) สำหรับปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ต.ค.ในส่วนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้ทำการประชาสัมพันธ์ประเพณีถือศีลกินผักเป็นประจำทุกๆ ปี ในช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะในปี 2561 นี้ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศมากพอสมควร

อย่างไรก็ตามจากการสอบถามอัตราการเข้าพักจากโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต และ โรงแรมในพื้นที่เขตเมือง และ พื้นที่ใกล้ๆกับศาลเจ้าต่างๆ จนถึงขณะนี้มีอัตราการจองห้องพักเข้ามาแล้วประมาณ 65% ของจำนวนโรงแรมทั้งหมดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเชื่อว่าในวันที่ใกล้ๆ กับประเพณีถือศีลกินผัก น่าจะมียอดจองห้องพักเพิ่มมากขึ้น เพราะในปัจจุบันนี้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะตัดสินใจในนาทีสุดท้าย(Last Minute) เสียส่วนใหญ่

บินใหม่

“ไทยสมายล์” ปักธงสู้ ชูบริการพรีเมียม ผนึกการบินไทยวางแผนเส้นทางบินและสำรองที่นั่ง จ่อเปิดฮ่องกง เสริมทัพ ต.ค.นี้ พร้อมยกเครื่องอาหารเช้านานาชาติ 24 เมนู พลิกโฉมดีไซน์ Packaging รักษ์โลก ใช้ภาชนะกระดาษแทนพลาสติก ช่วยลดต้นทุน 20-30%

นางเนตรนภางค์ ธีระวาส ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริการลูกค้า สายการบินไทยสมายล์ เปิดเผยว่า ไทยสมายล์ฯ ได้มีการปรับคุณภาพบริการ ในฐานะที่เป็นสายการบิน Full Service ที่บริการระดับพรีเมียม ที่ผ่านมาได้ปรับระบบการสำรองที่นั่งที่เชื่อมต่อกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) วางแผนเส้นทางการบินร่วมกัน มีการบินเสริมในเส้นทางต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารมากที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีผู้โดยสารในประเทศ 50% ต่างประเทศมี 50% โดยทำการบินกว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน โดยทำการบินในประเทศ 10 เส้นทาง ส่วนต่างประเทศมี 18 จุดบิน กว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งในตารางบินฤดูหนาวจะเปิดบินเส้นทางกรุงเทพ-ฮ่องกง และภูเก็ต-ฮ่องกง วันละ 1 เที่ยวบิน เพื่อเสริมกับการบินไทย ส่วนในประเทศจะเพิ่มความถี่ เช่น กรุงเทพ-อุดรธานี เป็นต้น ขณะที่มีอัตราส่วนผู้โดยสารบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ยประมาณ 70-80%

ทั้งนี้ อินเดีย และจีน เป็นตลาดสำคัญที่มีแนวโน้มการเติบโตดี แต่การจะเพิ่มจุดบินนั้นจะต้องสำรวจตลาดให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจและให้สอดคล้องกับฝูงบิน 20 ลำ ซึ่งยังไม่มีแผนรับเครื่องบินใหม่ โดยแนวทางในขณะนี้ คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการบนเครื่องบิน (Inflight Service) ครั้งใหญ่ โดยรวมจะมีอาหารถึง 24 เมนู ถือเป็นสายการบินที่มีการหมุนเวียนเมนูอาหารบ่อยที่สุด เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังได้ปรับการใช้บรรจุภัณฑ์จากภาชนะพลาสติก เป็นกระดาษทดแทนให้มากที่สุด ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนด้านบริการลง 20-30% และวัสดุกระดาษมีน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักบรรทุก ใช้น้ำมันลดลง เพิ่มพื้นที่โหลดสัมภาระ การปรับปรุงทั้งหมดไม่กระทบต่อบริการใดๆ

“ได้เริ่มทดลองให้บริการใหม่นี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. ในเส้นทางบินอินเดีย และจะขยายไปยังเส้นทางอื่นๆ โดยจะใช้เวลาประเมินผลตอบรับจากผู้โดยสาร 3 เดือน หากได้ผลดีจะปรับเปลี่ยนอย่างเต็มรูปแบบต่อไปนอกจากนี้เส้นทางบิน 4 ชั่วโมง จะมีการพัฒนาระบบ In-Flight Entertainment ความบันเทิงขณะอยู่บนเครื่องบิน เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถใช้ อุปกรณ์ (แล็ปท็อป, แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ) เชื่อมต่อ ซึ่งจะมี Content บันเทิงต่างๆ ให้เลือก โดยอยู่ระหว่างทดลอง และประเมินค่าลงทุน คาดว่าจะให้บริการได้ช่วงต้นปี 62” นางเนตรนภางค์กล่าว

สำหรับการการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการบนเครื่องบิน (Inflight Service) นี้ เพื่อฉลองในโอกาสที่ไทยสมายล์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ของการให้บริการด้วยรอยยิ้ม และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้โดยสารที่ไม่หยุดยั้งอีกด้วย นอกจากปรับเมนูอาหารว่างอุ่นร้อนสำหรับมื้อเช้า หรือ Hot Snack ใหม่ทั้งหมด และเปลี่ยนให้เป็นเมนูอาหารนานาชาติที่หลากหลาย โดยเริ่มปรับเปลี่ยนเมนูอาหารมื้อเช้า สำหรับเที่ยวบินก่อนเวลา 09.30 น. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

สำหรับเมนูอาหารว่างอุ่นร้อนที่ให้บริการแก่ผู้โดยสาร ชั้น Smile Class (ชั้นประหยัด) บนเที่ยวบินภายในประเทศนั้นจะถูกนำเสนอด้วยดีไซน์เมนูใหม่แกะกล่อง เปลี่ยนให้มีความสนุกมากขึ้นด้วยรูปลักษณ์สไตล์ฟิวชัน โดยยังคงเอกลักษณ์และรสชาติความเป็นต้นตำรับ (Local Dish) ของอาหารแต่ละชาติไว้เป็นอย่างดี โดยเมนูสร้างสรรค์ใหม่รวม 24 เมนูนั้น ประกอบด้วย อาหารญี่ปุ่น เช่น เมนูยากิอิโมะ มันเทศ หรือมันม่วงเผาแบบฉบับญี่ปุ่น ทามาโกยากิ ชีส หรือไข่หวานชีส และโอโคโนมิยากิ กูชิ ตลอดจนอาหารเกาหลี อย่าง ข้าวผัดกิมจิไก่ รวมทั้งอาหารตะวันตก เช่น สปาเกตตี้ครีมเห็ด และอาหารไทยอย่าง วุ้นเส้นผัดฟักแม้ว ทั้งยังมีอาหารจีนเสิร์ฟอีกด้วย โดยทุกเมนูผลิตด้วยวัตถุดิบที่ผู้โดยสารมุสลิมสามารถทานได้ โดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเสิร์ฟตลอดทั้งปี

นอกเหนือจากนี้ ยังเพิ่มเติมเมนูอาหารสำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ-นราธิวาส และเชียงใหม่-ภูเก็ต อีก 22 เมนู เช่น เมนู สปาเกตตีผัดขี้เมาไก่ ข้าวผัดกะเพราไก่ ที่มีการปรับรสชาติให้เข้มข้นขึ้น เหมาะกับความคุ้นชินของผู้โดยสารคนไทย เป็นต้น

สำหรับเมนูหลัง 09.30 น. ไทยสมายล์ยังคงให้บริการแซนด์วิชเช่นเดิม เพิ่มเติมคือสีสันและคุณภาพด้วยแป้งขนมปังหลากสีจากวัตถุดิบธรรมชาติ สะท้อนหลักการสร้างสรรค์อาหารเพื่อสุขภาพผสมผสานฟิวชัน นำเสนอในรูปแบบแฟชั่น ในขณะเดียวกันก็ยังคงยึดมั่นในการนำเสนอเมนูพิเศษ 11 เทศกาล พร้อมประสานความร่วมมือกับพันธมิตรด้วยดีตลอดมา เพื่อรังสรรค์ความแปลกใหม่ สร้างเซอร์ไพรส์ให้แก่ผู้โดยสารเกินคาดหมายเช่นเดิม

ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศในระยะทางสั้น เส้นทาง เสียมราฐ พนมเปญ หลวงพระบาง ย่างกุ้ง ได้ออกแบบเมนูอาหารใหม่ทั้งหมดรวม 22 เมนู ซึ่งเป็นเมนูอาหารนานาชาติที่มีความหลากหลาย อาทิ อาหารสไตล์ตะวันตก เช่น สปาเกตตีไก่ซอสมะเขือเทศโหระพา พายแซลมอน รวมถึงอาหารไทยขึ้นชื่อ เช่น ผัดไทยไก่ เป็นต้น เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้โดยสารเหมือนเช่นเคย

รางเบาอนุมัติ

อนุมัติให้ รฟม.ก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบาที่ “ภูเก็ต และเชียงใหม่” โดย รฟม.คาด พ.ย.นี้สรุปผลศึกษาเปิดร่วมทุน PPP รถไฟฟ้าภูเก็ต 3.9 หมื่นล้านก่อน ส่วนเชียงใหม่เร่งจ้างศึกษารูปแบบร่วมทุน สรุปปี 62 เพื่อเริ่มสร้างสายสีแดง ช่วง รพ.นครพิงค์-บิ๊กซีหางดง 12.54 กม. วงเงินกว่า 2.4 หมื่นล้าน

นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 ก.ย. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต พ.ศ. …. จำนวน 2 โครงการ เพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถดำเนินโครงการได้เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่สามารถดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน จังหวัดภูเก็ต สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาและออกแบบทางรถไฟสายใหม่เพื่อการท่องเที่ยว เส้นทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี-พังงา-ภูเก็ต เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit หรือ Tramway) มีแนวเส้นทางเริ่มต้นจากบริเวณสถานีรถไฟท่านุ่น จังหวัดพังงา ผ่านท่าอากาศยานภูเก็ตและสิ้นสุดที่บริเวณห้าแยกฉลอง จังหวัดภูเก็ต ระยะทาง 58.5 กิโลเมตร ซึ่งได้บรรจุไว้ในโครงการตามมาตรา PPP Fast Track ซึ่ง รฟม.ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 22 ม.ค.-16 ก.พ. 2561 ซึ่งโดยรวมเห็นด้วยกับการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนระบบราง และให้ รฟม.เร่งดำเนินโครงการฯ

ประเมินเงินลงทุน 39,406 ล้านบาท มีโครงสร้างทางวิ่งระดับดินตลอดเส้นทาง ยกเว้นบริเวณสนามบินภูเก็ตจะเป็นสถานียกระดับ มีทั้งหมด 24 สถานี เป็นยกระดับ 1 สถานี ที่สนามบินภูเก็ต และใต้ดิน 1 สถานีที่สถานีถลาง มีศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่ง ตั้งอยู่บริเวณ อ.ถลาง

ส่วนระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สนข.ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเชียงใหม่ โดยเสนอจัดทำระบบหลักเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit) ซึ่งเป็นโครงการตามมาตรการ PPP Fast Track และได้นำเสนอผลการศึกษาตามรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อคณะกรรมการกำกับการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2560 มี 3 เส้นทาง รวมระยะทาง 34.93 กม. ได้แก่ สายสีแดง ระยะทาง 12.54 กม. (บนดิน 5.17 กม. ใต้ดิน 7.37 กม.) มี 12 สถานี เส้นทางโรงพยาบาลนครพิงค์-ศูนย์ราชการเชียงใหม่-สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ (พ้นเขตสนามบิน ใช้ทางวิ่งบนดิน) -กรมการขนส่งทางบก-ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีหางดง วงเงินลงทุน 24,256.35 ล้านบาท โดยจะดำเนินการก่อสร้างก่อน

สายสีน้ำเงิน ระยะทาง 11.92 กม. (บนดิน 3.15 กม. ใต้ดิน 8.77 กม.) มี 13 สถานี วงเงินลงทุน 30,514.79 ล้านบาท และสายสีเขียว ระยะทาง 10.47 กม. (บนดิน 2.55 กม. ใต้ดิน 7.92 กม.) มี 10 สถานี วงเงินลงทุน 25,548.54 ล้านบาท

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าฯ รฟม.กล่าวว่า รถไฟฟ้าภูเก็ตนั้น รฟม.ได้จ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษารูปแบบการเปิดให้เอกชนร่วมทุน (PPP) จะสรุปการศึกษาในเดือน พ.ย.และเสนอบอร์ด รฟม.เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ด PPP) ต่อไป เบื้องต้นมีภาคเอกชนภูเก็ตพัฒนาให้ความสนใจที่จะร่วมลงทุน ซึ่งเบื้องต้นจะใช้รูปแบบ PPP Net Cost เพื่อลดภาระการลงทุนภาครัฐ

ส่วนรถไฟฟ้าเชียงใหม่อยู่ในขั้นตอนร่าง TOR จ้างที่ปรึกษาศึกษารูปแบบการร่วมลงทุน คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาไม่เกิน 1 ปี

เต่าหายากตาย

มื่อเวลา 16.10 น. วันนี้ (24 ส.ค.) เจ้าหน้าที่กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน (ศวทม.) ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ อบต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ว่า พบเต่าได้รับบาดเจ็บถูกคลื่นซัดเกยตื้นที่บริเวณชายหาดกมลา ต.กมลา โดยทางเจ้าหน้าที่ และชาวบ้านได้ขุดหลุมที่ชายหาดแล้วนำเต่าใส่อยู่ภายในหลุม เพื่อรอให้ทางเจ้าหน้าที่เดินทางมารับไปรักษาด้วย หลังจากนั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงประสานเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต เดินทางไปรับเต่าตัวดังกล่าวแล้วมาพักฟื้นที่บ่อพักกลุ่มฯ

ในเบื้องต้น เต่าตัวดังกล่าวมีน้ำหนักประมาณ 35 กิโลกรัม ไม่ทราบเพศ อายุประมาณ 9 ปี มีบาดบาดแผลที่ใบพายหน้า สภาพเน่าเห็นกระดูก โดยในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังคงติดตามดูแลอาการของเต่าตัวดังกล่าว เกรงว่าเต่าจะมีอาการอ่อนเพลีย หรือมีอาการติดเชื้อหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่คาดว่าเต่าตัวดังกล่าวน่าจะถูกเศษอวนพันติดที่ขาจนเกิดบาดแผลสภาพเน่าเห็นกระดูก โดยในช่วงนี้จังหวัดภูเก็ตมีคลื่นลมในทะเลค่อนข้างสูง และมีขยะในทะเลเป็นจำนวนมากที่พัดมาจากในทะเล ส่งผลให้ขยะที่เป็นเศษอวนถูกน้ำซัดไปติดเต่าที่ว่ายน้ำอยู่ในทะเล ทำให้เต่าไม่สามารถว่ายน้ำไปได้จึงถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นในที่สุด

ซ่อมเรือ

รัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต บูรณาการร่วมภาครัฐ เอกชน เดินหน้าพัฒนาศักยภาพแรงงานในธุรกิจท่าเทียบเรือสำราญให้มีทักษะฝีมือ เผยมีเรือหรูเข้ามาจอดรอซ่อมในจังหวัดภูเก็ต 1,500 ลำต่อปี ตั้งเป้าภูเก็ตปีนี้ยกระดับฝีมือช่างซ่อมเรือยอชต์ 100 คน ให้สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดแรงงาน

ที่ห้องประชุมไวส์เฮ้าส์ โรงแรมโบ๊ทลากูน อ.เมือง จ.ภูเก็ต พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา ทิศทางการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่อันดามันในยุค 4.0 พร้อมเยี่ยมชมบูทกิจกรรมภายในงาน ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน 15 หน่วยงานจัดบูทมาแสดงในงานสัมมนาครั้งนี้ และเยี่ยมชมการฝึกอบรมสาขาช่างสีเรือ การสาธิตการฝึกช่างไม้เฟอร์นิเจอร์เรือ และการฝึกอบรมพนักงานประจำท่าเรือ

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1 ของประเทศ เป็นจำนวน 364,165 ล้านบาท โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุด และตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง) พ.ศ.2561-2564 ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งภาคบริการการท่องเที่ยว แรงงานก่อสร้าง และอุตสาหกรรมประมง

ประกอบกับปัจจุบัน จังหวัดภูเก็ตกำลังดำเนินการเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลเรือสำราญและกีฬา มีท่าเทียบเรือ จำนวน 38 แห่ง มีท่าเทียบเรือสำราญ จำนวน 5 แห่ง มีเรือยอชต์ และเรือครูซมาใช้บริการประมาณ 1,500 ลำต่อปี โดยมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันพัฒนาศักยภาพแรงงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน

“โครงการดังกล่าวเป็นโครงการใหม่ที่จะสนับสนุนเรื่องของเรือสำราญ วันนี้มีเรือสำราญมาจอดซ่อมบำรุงอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ประมาณ 1,500 ลำต่อปี ภาครัฐ และเอกชนในพื้นที่จึงได้ร่วมมือกันทำการฝึกอบรมให้ ในเรื่องของการซ่อมเรือ และการบริการต่างๆ ซึ่งในแผนการฝึกปีนี้ เราสามารถที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวให้แก่จังหวัดภูเก็ต ได้จำนวน 3,500 คน เป็นช่างซ่อมเรือยอชต์ประมาณ 100 คน ทางแรงงานก็จะจัดหลักสูตรการฝึกอบรมขึ้นมาในการพัฒนากำลังคน เพื่อให้สอดรับต่อเมืองท่องเที่ยว เพื่อยกระดับให้มีมาตรฐานต่อไป
ทั้งนี้ ในเรื่องการเตรียมแรงงานนั้น ได้เน้นย้ำว่า 1.แรงงานที่จะเข้ามาทำงานจะต้องมีความเป็นมาตรฐาน มีความเป็นสากล 2.มีความเที่ยงตรงเรื่องของเวลา จะต้องมีความชัดเจนว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ 3.จะต้องมีจิตบริการ ด้วยเป็นเมืองท่องเที่ยว ฉะนั้นจะต้องฝึกอบรมให้แรงงานมีจิตบริการ และ 4.เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน เรามีนโยบายที่จะให้สิ่งแวดล้อม หรือการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างปลอดภัย” รมว.แรงงาน กล่าว

ทางลอด

เผยเสนอ กก.PPP เคาะแนวทางลงทุน “ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง” 1.39 หมื่นล้าน ยอมรับผลตอบแทนทางการเงินต่ำแต่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แก้จราจรและลดอุบัติเหตุเมืองท่องเที่ยว ขณะที่อาจมีแนวโน้มต้องมีเงื่อนไขจูงใจ เช่น รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้าง หรือเพิ่มอายุสัมปทาน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงโครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต ว่า ล่าสุดคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) ได้เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) ในเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะกรณีที่โครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) มากกว่า 12% แต่มีผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ค่อนข้างต่ำ อาจไม่จูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุน ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อคณะกรรมการ PPP

“ทางด่วนสายกะทู้-ป่าตองอยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2558-2562 (Project Pipeline) และเสนอไปที่คณะกรรมการ PPP แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทำข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความคุ้มค่า คงต้องรอ กก. PPP พิจารณาก่อนว่าจะให้ลงทุนอย่างไร” นายอาคมกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อความสูญเสียจากอุบัติเหตุ, ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ขณะที่แนวเส้นทางสั้นใช้เงินลงทุนสูง เนื่องจากค่าที่ดินสูงและมีความยาก ที่ต้องเจาะภูเขาเพื่อทำอุโมงค์ ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าทางการเงิน ดังนั้น การเปิดให้เอกชนร่วมทุน PPP อาจจะต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้างบางส่วน หรือเพิ่มอายุสัมปทาน จาก 30 ปี เป็น 50 ปี เป็นต้น

สำหรับโครงการทางด่วน สายกะทู้-ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กม. วงเงินลงทุน 13,919 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 8,231 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5,686 ล้านบาท มี EIRR กว่า 12% ส่วน FIRR ประมาณ 3-4%)

แนวเส้นทางเชื่อมต่อจากถนนแนวผังเมืองสาย ก. ก่อนถึงอาคาร APK Resort มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกข้ามถนนพิศิษกรณีย์บริเวณใกล้ทางแยกตัดกับถนนห้าสิบปี แล้วมุ่งหน้าสู่อุโมงค์ฝั่งตำบลป่าตอง แนวเส้นทางจะลอดใต้เทือกเขานาคเกิดโดยอุโมงค์มีระยะทาง 1.85 กม. และทางยกระดับระยะทาง 1.23 กม. สิ้นสุดโครงการที่ตำบลกะทู้ บริเวณจุดตัดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4029

ก่อสร้างเป็นทางด่วนขนาด 8 ช่องจราจร (หรือไป-กลับ 4 ช่องจราจร สำหรับให้รถยนต์วิ่ง 2 ช่องจราจร และรถจักรยานยนต์ 2 ช่องจราจร) ในบริเวณจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการจะก่อสร้างเป็นทางแยกต่างระดับ พร้อมติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางเพื่อลดปัญหาการจราจร และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เส้นทาง