เริ่มกินผัก

ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตในช่วงโกลเด้นวีก และช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก หรือเจี๊ยะฉ่าย ว่า ถ้าพูดถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ในภาพรวมการท่องเที่ยวในทุกกลุ่ม จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 5% ในช่วงโกลเด้นวีด และช่วงงานประเพณีถือศีลกินผัก แต่นักท่องเที่ยวจีนที่มาเป็นหมู่คณะ หรือกรุ๊ปทัวร์จะหายไปประมาณ 50% ส่วนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเอง (FIT) จะหายไปประมาณ 10%

สำหรับในช่วงประเพณีถือศีลกินผักของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ ที่ชาวภูเก็ตได้ร่วมกันสืบสานมาอย่างยาวนานกว่า 100 ปี จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังคงไว้ซึ่งประเพณีอันดีงาม จนมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกไปแล้ว ซึ่งจะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในระหว่างวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 (ตามปฏิทินจีน) สำหรับปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-17 ต.ค.ในส่วนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้ทำการประชาสัมพันธ์ประเพณีถือศีลกินผักเป็นประจำทุกๆ ปี ในช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะในปี 2561 นี้ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในประเทศ และต่างประเทศมากพอสมควร

อย่างไรก็ตามจากการสอบถามอัตราการเข้าพักจากโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต และ โรงแรมในพื้นที่เขตเมือง และ พื้นที่ใกล้ๆกับศาลเจ้าต่างๆ จนถึงขณะนี้มีอัตราการจองห้องพักเข้ามาแล้วประมาณ 65% ของจำนวนโรงแรมทั้งหมดในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเชื่อว่าในวันที่ใกล้ๆ กับประเพณีถือศีลกินผัก น่าจะมียอดจองห้องพักเพิ่มมากขึ้น เพราะในปัจจุบันนี้พฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่ จะตัดสินใจในนาทีสุดท้าย(Last Minute) เสียส่วนใหญ่

บินใหม่

“ไทยสมายล์” ปักธงสู้ ชูบริการพรีเมียม ผนึกการบินไทยวางแผนเส้นทางบินและสำรองที่นั่ง จ่อเปิดฮ่องกง เสริมทัพ ต.ค.นี้ พร้อมยกเครื่องอาหารเช้านานาชาติ 24 เมนู พลิกโฉมดีไซน์ Packaging รักษ์โลก ใช้ภาชนะกระดาษแทนพลาสติก ช่วยลดต้นทุน 20-30%

นางเนตรนภางค์ ธีระวาส ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริการลูกค้า สายการบินไทยสมายล์ เปิดเผยว่า ไทยสมายล์ฯ ได้มีการปรับคุณภาพบริการ ในฐานะที่เป็นสายการบิน Full Service ที่บริการระดับพรีเมียม ที่ผ่านมาได้ปรับระบบการสำรองที่นั่งที่เชื่อมต่อกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) วางแผนเส้นทางการบินร่วมกัน มีการบินเสริมในเส้นทางต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารมากที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีผู้โดยสารในประเทศ 50% ต่างประเทศมี 50% โดยทำการบินกว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน โดยทำการบินในประเทศ 10 เส้นทาง ส่วนต่างประเทศมี 18 จุดบิน กว่า 100 เที่ยวบินต่อวัน ซึ่งในตารางบินฤดูหนาวจะเปิดบินเส้นทางกรุงเทพ-ฮ่องกง และภูเก็ต-ฮ่องกง วันละ 1 เที่ยวบิน เพื่อเสริมกับการบินไทย ส่วนในประเทศจะเพิ่มความถี่ เช่น กรุงเทพ-อุดรธานี เป็นต้น ขณะที่มีอัตราส่วนผู้โดยสารบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) เฉลี่ยประมาณ 70-80%

ทั้งนี้ อินเดีย และจีน เป็นตลาดสำคัญที่มีแนวโน้มการเติบโตดี แต่การจะเพิ่มจุดบินนั้นจะต้องสำรวจตลาดให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจและให้สอดคล้องกับฝูงบิน 20 ลำ ซึ่งยังไม่มีแผนรับเครื่องบินใหม่ โดยแนวทางในขณะนี้ คือ การปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการบนเครื่องบิน (Inflight Service) ครั้งใหญ่ โดยรวมจะมีอาหารถึง 24 เมนู ถือเป็นสายการบินที่มีการหมุนเวียนเมนูอาหารบ่อยที่สุด เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้โดยสาร นอกจากนี้ยังได้ปรับการใช้บรรจุภัณฑ์จากภาชนะพลาสติก เป็นกระดาษทดแทนให้มากที่สุด ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนด้านบริการลง 20-30% และวัสดุกระดาษมีน้ำหนักเบา ช่วยลดน้ำหนักบรรทุก ใช้น้ำมันลดลง เพิ่มพื้นที่โหลดสัมภาระ การปรับปรุงทั้งหมดไม่กระทบต่อบริการใดๆ

“ได้เริ่มทดลองให้บริการใหม่นี้ ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย. ในเส้นทางบินอินเดีย และจะขยายไปยังเส้นทางอื่นๆ โดยจะใช้เวลาประเมินผลตอบรับจากผู้โดยสาร 3 เดือน หากได้ผลดีจะปรับเปลี่ยนอย่างเต็มรูปแบบต่อไปนอกจากนี้เส้นทางบิน 4 ชั่วโมง จะมีการพัฒนาระบบ In-Flight Entertainment ความบันเทิงขณะอยู่บนเครื่องบิน เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถใช้ อุปกรณ์ (แล็ปท็อป, แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ) เชื่อมต่อ ซึ่งจะมี Content บันเทิงต่างๆ ให้เลือก โดยอยู่ระหว่างทดลอง และประเมินค่าลงทุน คาดว่าจะให้บริการได้ช่วงต้นปี 62” นางเนตรนภางค์กล่าว

สำหรับการการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริการบนเครื่องบิน (Inflight Service) นี้ เพื่อฉลองในโอกาสที่ไทยสมายล์ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 ของการให้บริการด้วยรอยยิ้ม และสร้างความประทับใจให้แก่ผู้โดยสารที่ไม่หยุดยั้งอีกด้วย นอกจากปรับเมนูอาหารว่างอุ่นร้อนสำหรับมื้อเช้า หรือ Hot Snack ใหม่ทั้งหมด และเปลี่ยนให้เป็นเมนูอาหารนานาชาติที่หลากหลาย โดยเริ่มปรับเปลี่ยนเมนูอาหารมื้อเช้า สำหรับเที่ยวบินก่อนเวลา 09.30 น. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป

สำหรับเมนูอาหารว่างอุ่นร้อนที่ให้บริการแก่ผู้โดยสาร ชั้น Smile Class (ชั้นประหยัด) บนเที่ยวบินภายในประเทศนั้นจะถูกนำเสนอด้วยดีไซน์เมนูใหม่แกะกล่อง เปลี่ยนให้มีความสนุกมากขึ้นด้วยรูปลักษณ์สไตล์ฟิวชัน โดยยังคงเอกลักษณ์และรสชาติความเป็นต้นตำรับ (Local Dish) ของอาหารแต่ละชาติไว้เป็นอย่างดี โดยเมนูสร้างสรรค์ใหม่รวม 24 เมนูนั้น ประกอบด้วย อาหารญี่ปุ่น เช่น เมนูยากิอิโมะ มันเทศ หรือมันม่วงเผาแบบฉบับญี่ปุ่น ทามาโกยากิ ชีส หรือไข่หวานชีส และโอโคโนมิยากิ กูชิ ตลอดจนอาหารเกาหลี อย่าง ข้าวผัดกิมจิไก่ รวมทั้งอาหารตะวันตก เช่น สปาเกตตี้ครีมเห็ด และอาหารไทยอย่าง วุ้นเส้นผัดฟักแม้ว ทั้งยังมีอาหารจีนเสิร์ฟอีกด้วย โดยทุกเมนูผลิตด้วยวัตถุดิบที่ผู้โดยสารมุสลิมสามารถทานได้ โดยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเสิร์ฟตลอดทั้งปี

นอกเหนือจากนี้ ยังเพิ่มเติมเมนูอาหารสำหรับเส้นทางกรุงเทพฯ-นราธิวาส และเชียงใหม่-ภูเก็ต อีก 22 เมนู เช่น เมนู สปาเกตตีผัดขี้เมาไก่ ข้าวผัดกะเพราไก่ ที่มีการปรับรสชาติให้เข้มข้นขึ้น เหมาะกับความคุ้นชินของผู้โดยสารคนไทย เป็นต้น

สำหรับเมนูหลัง 09.30 น. ไทยสมายล์ยังคงให้บริการแซนด์วิชเช่นเดิม เพิ่มเติมคือสีสันและคุณภาพด้วยแป้งขนมปังหลากสีจากวัตถุดิบธรรมชาติ สะท้อนหลักการสร้างสรรค์อาหารเพื่อสุขภาพผสมผสานฟิวชัน นำเสนอในรูปแบบแฟชั่น ในขณะเดียวกันก็ยังคงยึดมั่นในการนำเสนอเมนูพิเศษ 11 เทศกาล พร้อมประสานความร่วมมือกับพันธมิตรด้วยดีตลอดมา เพื่อรังสรรค์ความแปลกใหม่ สร้างเซอร์ไพรส์ให้แก่ผู้โดยสารเกินคาดหมายเช่นเดิม

ส่วนเส้นทางบินระหว่างประเทศในระยะทางสั้น เส้นทาง เสียมราฐ พนมเปญ หลวงพระบาง ย่างกุ้ง ได้ออกแบบเมนูอาหารใหม่ทั้งหมดรวม 22 เมนู ซึ่งเป็นเมนูอาหารนานาชาติที่มีความหลากหลาย อาทิ อาหารสไตล์ตะวันตก เช่น สปาเกตตีไก่ซอสมะเขือเทศโหระพา พายแซลมอน รวมถึงอาหารไทยขึ้นชื่อ เช่น ผัดไทยไก่ เป็นต้น เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้โดยสารเหมือนเช่นเคย

รางเบาอนุมัติ

อนุมัติให้ รฟม.ก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบาที่ “ภูเก็ต และเชียงใหม่” โดย รฟม.คาด พ.ย.นี้สรุปผลศึกษาเปิดร่วมทุน PPP รถไฟฟ้าภูเก็ต 3.9 หมื่นล้านก่อน ส่วนเชียงใหม่เร่งจ้างศึกษารูปแบบร่วมทุน สรุปปี 62 เพื่อเริ่มสร้างสายสีแดง ช่วง รพ.นครพิงค์-บิ๊กซีหางดง 12.54 กม. วงเงินกว่า 2.4 หมื่นล้าน

นายสราวุธ ทรงศิวิไล ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และโฆษกกระทรวงฯ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 ก.ย. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต พ.ศ. …. จำนวน 2 โครงการ เพื่อให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) สามารถดำเนินโครงการได้เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่สามารถดำเนินกิจการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน จังหวัดภูเก็ต สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาและออกแบบทางรถไฟสายใหม่เพื่อการท่องเที่ยว เส้นทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี-พังงา-ภูเก็ต เป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit หรือ Tramway) มีแนวเส้นทางเริ่มต้นจากบริเวณสถานีรถไฟท่านุ่น จังหวัดพังงา ผ่านท่าอากาศยานภูเก็ตและสิ้นสุดที่บริเวณห้าแยกฉลอง จังหวัดภูเก็ต ระยะทาง 58.5 กิโลเมตร ซึ่งได้บรรจุไว้ในโครงการตามมาตรา PPP Fast Track ซึ่ง รฟม.ได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องระหว่างวันที่ 22 ม.ค.-16 ก.พ. 2561 ซึ่งโดยรวมเห็นด้วยกับการดำเนินโครงการระบบขนส่งมวลชนระบบราง และให้ รฟม.เร่งดำเนินโครงการฯ

ประเมินเงินลงทุน 39,406 ล้านบาท มีโครงสร้างทางวิ่งระดับดินตลอดเส้นทาง ยกเว้นบริเวณสนามบินภูเก็ตจะเป็นสถานียกระดับ มีทั้งหมด 24 สถานี เป็นยกระดับ 1 สถานี ที่สนามบินภูเก็ต และใต้ดิน 1 สถานีที่สถานีถลาง มีศูนย์ซ่อมบำรุง 1 แห่ง ตั้งอยู่บริเวณ อ.ถลาง

ส่วนระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สนข.ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะเชียงใหม่ โดยเสนอจัดทำระบบหลักเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเบา (Light Rail Transit) ซึ่งเป็นโครงการตามมาตรการ PPP Fast Track และได้นำเสนอผลการศึกษาตามรายงานฉบับสมบูรณ์ต่อคณะกรรมการกำกับการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2560 มี 3 เส้นทาง รวมระยะทาง 34.93 กม. ได้แก่ สายสีแดง ระยะทาง 12.54 กม. (บนดิน 5.17 กม. ใต้ดิน 7.37 กม.) มี 12 สถานี เส้นทางโรงพยาบาลนครพิงค์-ศูนย์ราชการเชียงใหม่-สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ (พ้นเขตสนามบิน ใช้ทางวิ่งบนดิน) -กรมการขนส่งทางบก-ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีหางดง วงเงินลงทุน 24,256.35 ล้านบาท โดยจะดำเนินการก่อสร้างก่อน

สายสีน้ำเงิน ระยะทาง 11.92 กม. (บนดิน 3.15 กม. ใต้ดิน 8.77 กม.) มี 13 สถานี วงเงินลงทุน 30,514.79 ล้านบาท และสายสีเขียว ระยะทาง 10.47 กม. (บนดิน 2.55 กม. ใต้ดิน 7.92 กม.) มี 10 สถานี วงเงินลงทุน 25,548.54 ล้านบาท

นายภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าฯ รฟม.กล่าวว่า รถไฟฟ้าภูเก็ตนั้น รฟม.ได้จ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษารูปแบบการเปิดให้เอกชนร่วมทุน (PPP) จะสรุปการศึกษาในเดือน พ.ย.และเสนอบอร์ด รฟม.เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (บอร์ด PPP) ต่อไป เบื้องต้นมีภาคเอกชนภูเก็ตพัฒนาให้ความสนใจที่จะร่วมลงทุน ซึ่งเบื้องต้นจะใช้รูปแบบ PPP Net Cost เพื่อลดภาระการลงทุนภาครัฐ

ส่วนรถไฟฟ้าเชียงใหม่อยู่ในขั้นตอนร่าง TOR จ้างที่ปรึกษาศึกษารูปแบบการร่วมลงทุน คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาไม่เกิน 1 ปี

เต่าหายากตาย

มื่อเวลา 16.10 น. วันนี้ (24 ส.ค.) เจ้าหน้าที่กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอันดามัน (ศวทม.) ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ชีพ อบต.กมลา อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต ว่า พบเต่าได้รับบาดเจ็บถูกคลื่นซัดเกยตื้นที่บริเวณชายหาดกมลา ต.กมลา โดยทางเจ้าหน้าที่ และชาวบ้านได้ขุดหลุมที่ชายหาดแล้วนำเต่าใส่อยู่ภายในหลุม เพื่อรอให้ทางเจ้าหน้าที่เดินทางมารับไปรักษาด้วย หลังจากนั้น ทางเจ้าหน้าที่จึงประสานเจ้าหน้าที่มูลนิธิกุศลธรรมภูเก็ต เดินทางไปรับเต่าตัวดังกล่าวแล้วมาพักฟื้นที่บ่อพักกลุ่มฯ

ในเบื้องต้น เต่าตัวดังกล่าวมีน้ำหนักประมาณ 35 กิโลกรัม ไม่ทราบเพศ อายุประมาณ 9 ปี มีบาดบาดแผลที่ใบพายหน้า สภาพเน่าเห็นกระดูก โดยในขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ยังคงติดตามดูแลอาการของเต่าตัวดังกล่าว เกรงว่าเต่าจะมีอาการอ่อนเพลีย หรือมีอาการติดเชื้อหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่คาดว่าเต่าตัวดังกล่าวน่าจะถูกเศษอวนพันติดที่ขาจนเกิดบาดแผลสภาพเน่าเห็นกระดูก โดยในช่วงนี้จังหวัดภูเก็ตมีคลื่นลมในทะเลค่อนข้างสูง และมีขยะในทะเลเป็นจำนวนมากที่พัดมาจากในทะเล ส่งผลให้ขยะที่เป็นเศษอวนถูกน้ำซัดไปติดเต่าที่ว่ายน้ำอยู่ในทะเล ทำให้เต่าไม่สามารถว่ายน้ำไปได้จึงถูกคลื่นซัดมาเกยตื้นในที่สุด

ซ่อมเรือ

รัฐมนตรีว่ากระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต บูรณาการร่วมภาครัฐ เอกชน เดินหน้าพัฒนาศักยภาพแรงงานในธุรกิจท่าเทียบเรือสำราญให้มีทักษะฝีมือ เผยมีเรือหรูเข้ามาจอดรอซ่อมในจังหวัดภูเก็ต 1,500 ลำต่อปี ตั้งเป้าภูเก็ตปีนี้ยกระดับฝีมือช่างซ่อมเรือยอชต์ 100 คน ให้สอดคล้องต่อความต้องการของตลาดแรงงาน

ที่ห้องประชุมไวส์เฮ้าส์ โรงแรมโบ๊ทลากูน อ.เมือง จ.ภูเก็ต พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา ทิศทางการพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการในพื้นที่อันดามันในยุค 4.0 พร้อมเยี่ยมชมบูทกิจกรรมภายในงาน ซึ่งมีหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน 15 หน่วยงานจัดบูทมาแสดงในงานสัมมนาครั้งนี้ และเยี่ยมชมการฝึกอบรมสาขาช่างสีเรือ การสาธิตการฝึกช่างไม้เฟอร์นิเจอร์เรือ และการฝึกอบรมพนักงานประจำท่าเรือ

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 1 ของประเทศ เป็นจำนวน 364,165 ล้านบาท โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมากที่สุด และตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง) พ.ศ.2561-2564 ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานทั้งภาคบริการการท่องเที่ยว แรงงานก่อสร้าง และอุตสาหกรรมประมง

ประกอบกับปัจจุบัน จังหวัดภูเก็ตกำลังดำเนินการเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลเรือสำราญและกีฬา มีท่าเทียบเรือ จำนวน 38 แห่ง มีท่าเทียบเรือสำราญ จำนวน 5 แห่ง มีเรือยอชต์ และเรือครูซมาใช้บริการประมาณ 1,500 ลำต่อปี โดยมีความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันพัฒนาศักยภาพแรงงาน เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมดังกล่าวตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงแรงงาน

“โครงการดังกล่าวเป็นโครงการใหม่ที่จะสนับสนุนเรื่องของเรือสำราญ วันนี้มีเรือสำราญมาจอดซ่อมบำรุงอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ประมาณ 1,500 ลำต่อปี ภาครัฐ และเอกชนในพื้นที่จึงได้ร่วมมือกันทำการฝึกอบรมให้ ในเรื่องของการซ่อมเรือ และการบริการต่างๆ ซึ่งในแผนการฝึกปีนี้ เราสามารถที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวให้แก่จังหวัดภูเก็ต ได้จำนวน 3,500 คน เป็นช่างซ่อมเรือยอชต์ประมาณ 100 คน ทางแรงงานก็จะจัดหลักสูตรการฝึกอบรมขึ้นมาในการพัฒนากำลังคน เพื่อให้สอดรับต่อเมืองท่องเที่ยว เพื่อยกระดับให้มีมาตรฐานต่อไป
ทั้งนี้ ในเรื่องการเตรียมแรงงานนั้น ได้เน้นย้ำว่า 1.แรงงานที่จะเข้ามาทำงานจะต้องมีความเป็นมาตรฐาน มีความเป็นสากล 2.มีความเที่ยงตรงเรื่องของเวลา จะต้องมีความชัดเจนว่าจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ 3.จะต้องมีจิตบริการ ด้วยเป็นเมืองท่องเที่ยว ฉะนั้นจะต้องฝึกอบรมให้แรงงานมีจิตบริการ และ 4.เรื่องความปลอดภัยในการทำงาน เรามีนโยบายที่จะให้สิ่งแวดล้อม หรือการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ทำงานอย่างปลอดภัย” รมว.แรงงาน กล่าว

ทางลอด

เผยเสนอ กก.PPP เคาะแนวทางลงทุน “ทางด่วนกะทู้-ป่าตอง” 1.39 หมื่นล้าน ยอมรับผลตอบแทนทางการเงินต่ำแต่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ แก้จราจรและลดอุบัติเหตุเมืองท่องเที่ยว ขณะที่อาจมีแนวโน้มต้องมีเงื่อนไขจูงใจ เช่น รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้าง หรือเพิ่มอายุสัมปทาน

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงโครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จ.ภูเก็ต ว่า ล่าสุดคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) ได้เห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว ซึ่งหลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนการพิจารณาโครงการของคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (คณะกรรมการ PPP) ในเรื่องการลงทุน โดยเฉพาะกรณีที่โครงการมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) มากกว่า 12% แต่มีผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR) ค่อนข้างต่ำ อาจไม่จูงใจให้เอกชนเข้ามาลงทุน ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จัดทำข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อคณะกรรมการ PPP

“ทางด่วนสายกะทู้-ป่าตองอยู่ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2558-2562 (Project Pipeline) และเสนอไปที่คณะกรรมการ PPP แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างทำข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องความคุ้มค่า คงต้องรอ กก. PPP พิจารณาก่อนว่าจะให้ลงทุนอย่างไร” นายอาคมกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงคมนาคมระบุว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อความสูญเสียจากอุบัติเหตุ, ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ขณะที่แนวเส้นทางสั้นใช้เงินลงทุนสูง เนื่องจากค่าที่ดินสูงและมีความยาก ที่ต้องเจาะภูเขาเพื่อทำอุโมงค์ ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าทางการเงิน ดังนั้น การเปิดให้เอกชนร่วมทุน PPP อาจจะต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ เช่น รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้างบางส่วน หรือเพิ่มอายุสัมปทาน จาก 30 ปี เป็น 50 ปี เป็นต้น

สำหรับโครงการทางด่วน สายกะทู้-ป่าตอง ระยะทาง 3.98 กม. วงเงินลงทุน 13,919 ล้านบาท (ค่าก่อสร้าง 8,231 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 5,686 ล้านบาท มี EIRR กว่า 12% ส่วน FIRR ประมาณ 3-4%)

แนวเส้นทางเชื่อมต่อจากถนนแนวผังเมืองสาย ก. ก่อนถึงอาคาร APK Resort มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกข้ามถนนพิศิษกรณีย์บริเวณใกล้ทางแยกตัดกับถนนห้าสิบปี แล้วมุ่งหน้าสู่อุโมงค์ฝั่งตำบลป่าตอง แนวเส้นทางจะลอดใต้เทือกเขานาคเกิดโดยอุโมงค์มีระยะทาง 1.85 กม. และทางยกระดับระยะทาง 1.23 กม. สิ้นสุดโครงการที่ตำบลกะทู้ บริเวณจุดตัดกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4029

ก่อสร้างเป็นทางด่วนขนาด 8 ช่องจราจร (หรือไป-กลับ 4 ช่องจราจร สำหรับให้รถยนต์วิ่ง 2 ช่องจราจร และรถจักรยานยนต์ 2 ช่องจราจร) ในบริเวณจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดโครงการจะก่อสร้างเป็นทางแยกต่างระดับ พร้อมติดตั้งระบบเก็บเงินค่าผ่านทางเพื่อลดปัญหาการจราจร และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เส้นทาง

จัดระเบียบเรือ

ภูเก็ต จัดระเบียบเรือท่องเที่ยว ตั้งจุดเช็กพอยนต์ให้เรือท่องเที่ยวทุกลำรายงานตัวก่อนออกจากท่า เตรียมตั้งศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวอ่าวฉลอง และเกาะยาว จ.พังงา หวังสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว พร้อมถอดบทเรียนเหตุเรือล่มวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ ส่วนคดีคืบหน้าเจ้าของเรือฝากขังศาลวันนี้

เมื่อเวลา 09.10 น. วันนี้ (16 ก.ค.) ที่ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่มจังหวัดภูเก็ต ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย พล.ร.ท.สมนึก เปรมปราโมทย์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต นายสมพงษ์ ปิ่นภักดี ผอ.คปภ.จ.ภูเก็ต ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าการค้นหาและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเรือล่ม ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนทั้งหมด
นรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ขณะนี้สามารถค้นหาร่างผู้เสียชีวิตครบทั้ง 47 ศพแล้ว และต้องขอขอบคุณหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงอาสาสมัครทุกท่านที่ร่วมกันปฏิบัติการค้นหาในครั้งนี้ ทั้งจากประเทศจีน อังกฤษ ออสเตเรีย นิวซีแลนด์ สกอตแลนด์ โปรตุเกส และจากทัพเรือภาคที่ 3 ที่ร่วมกันกู้ร่างของผู้เสียชีวิตกลับขั้นมาได้

ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวต่อว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะนำมาถอดบทเรียนเพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหา สร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต จากนี้จะมีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลอ่าวฉลอง ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จะมีการบูรณาการทุกขั้นตอน ทั้งการแจ้งเตือน การช่วยเหลือขณะเกิดเหตุ การช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในภูเก็ต

“นอกจากนั้น ยังมีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอ่าวพังงา อ.เกาะยาว จ.พังงา โดยทั้ง 2 ศูนย์ จะต้องมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ และจะต้องเชื่อมโยงประสานข้อมูลกันอย่างเป็นรูปธรรม” ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวและว่า

นอกจากนี้ ทางจังหวัดจะมีการจัดตั้งจุดเช็กพอยนต์ เพื่อตรวจความพร้อมของเรือท่องเที่ยวทุกลำที่จะออกจากฝั่ง โดยกำหนดไว้ทั้งหมด 14 จุด ตามท่าเรือต่างๆ ให้ครอบคลุมทั้งเกาะ ทั้งนี้ เพื่อให้เรือท่องเที่ยวรายงานตัวก่อนออกจากท่า เพื่อให้ทราบถึงจำนวนผู้โดยสาร ลูกเรือ รวมไปถึงเส้นทางการท่องเที่ยว หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น หน่วยงานที่ให้การช่วยเหลือจะได้รับทราบข้อมูลเพื่อนำไปสู่การวางแผนให้การช่วยเหลือ

โดยจากนี้ไป ทางจังหวัดจะมีการจัดระเบียบเรือท่องเที่ยว โดยจะมีการตรวจสอบ และคุ้มเข้มในส่วนของตัวเรือ กัปตัน ผู้โดยสาร และท่าเรือ เป็นต้น

“ภูเก็ต” ติด 1ใน10 เมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

มาสเตอร์การ์ดเผยผลการสำรวจเมืองสุดยอดจุดหมายปลายทางของโลกเพื่อการท่องเที่ยวและพักผ่อน (Mastercard Global Destinations Cities Index: Play) พบว่าภูเก็ตติด 1 ใน 10 เมืองที่นักท่องเที่ยวเลือกที่จะเดินทางมาพักผ่อน และผลสำรวจยังพบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนที่ภูเก็ตมากที่สุด โดยนักท่องเที่ยวจะใช้เงินคนละประมาณ 4,700 บาท (239 USD) ต่อวัน ระหว่างท่องเที่ยวที่ภูเก็ต

จากผลสำรวจฯ เมืองจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและพักผ่อนอันดับ 1 ได้แก่ เมืองปุนตาคานา (Punta Cana) สาธารณรัฐโดมินิกัน นักท่องเที่ยวมีการพักค้างคืนมากถึงร้อยละ 90 ในปี พ.ศ. 2560 โดยนักท่องเที่ยวเดินทางไปที่เมืองปุนตาคานา เพื่อพักผ่อนส่วนตัวหรือเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัว ในเมืองที่ติดอันดับนี้ มีหลายเมืองยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย แต่เมืองนั้นๆ มอบประสบการณ์ใหม่ที่นักท่องเที่ยวสนใจ อาทิ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ สถานที่ท่องเที่ยวที่มีแหล่งสำคัญทางประวัติศาสตร์ ชายหาดที่สวยงาม และการท่องเที่ยวแบบผจญภัย เป็นต้น
และสำหรับประเทศไทย จ.ภูเก็ต ก็ติดอันดับ 10 เมืองจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและพักผ่อน โดยเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมเดินทางมาเที่ยวพักผ่อนที่ภูเก็ตมากที่สุด และนักท่องเที่ยวจะใช้เงินคนละประมาณ 4,700 บาท (239 USD) ต่อวัน ระหว่างท่องเที่ยวที่ภูเก็ต

เมืองจุดหมายปลายทาง 10 อันดับแรกที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวและพักผ่อน ได้แก่

1.เมืองปุนตาคานา สาธารณรัฐโดมินิกัน (99.9%* )
2.เมืองกุสโก ประเทศเปรู (98%)
3.เมืองดีเจอร์บา ประเทศตูนีเซีย (97.7%)
4.เมืองริเวียร่า มายา ประเทศเม็กซิโก (97.5%)
5.เมืองปัลมา เดอมายอร์กา ประเทศสเปน (97.2%)
6.เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก (96.8%)
7.เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย (96.7%)
8.เมืองปานามาซิตี้ ประเทศปานามา (96.3%)
9.เมืองออร์แลนโด ประเทศสหรัฐอเมริกา (94.1%)
10.เมืองภูเก็ต ประเทศไทย (93%)

ปล่อยเจ้าจ๋อ

ปล่อยเจ้าจ๋อลงเกาะชุดแรกเริ่มแล้ว ภูเก็ตสร้างนิคมส่งจ๋อ 80 ตัว ขึ้นเกาะปายู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากลิงแสมและลิงกัง
วันนี้ ( 21 มิ.ย.) นายพงศ์ชาติ เชื้อหอม หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาพระแทว พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าพันท้ายนรสิงห์ สถานีวิจัยสัตว์ป่าคลองแสง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาพระแทวร่วมกันปล่อยลิงแสมที่ดักจับและทำหมันแล้วคืนสู่ธรรมชาติ จำนวน 80 ตัว ณ เกาะปายู ต.เทพกระษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นหนึ่งใน 5 เกาะที่จะนำลิงบางส่วนลงไปอยู่
สำหรับการนำลิงไปปล่อยที่เกาะดังกล่าว เป็นตามแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากลิงแสมและลิงกังในจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตเป็น 1 ใน 12 จังหวัด ที่นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนจากลิงที่เข้ามารื้อค้นข้างข้องในบ้าน ทำลายทรัพย์สิน ร่วมทั้งทำร้ายและแย่งของทั้งในส่วนของประชาชนและนักท่องเที่ยว
สำหรับแผนปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนจากลิงแสมและลิงกังในจังหวัดภูเก็ต นั้นได้ดำเนินการมาอย่างเป็นขั้นตอนทั้งเรื่องของการสำรวจพื้นที่ ที่มีปัญหา การทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นของประชาชน การสำรวจเกาะที่เหมาะสม การเตรียมความของพื้น รวมทั้งการทำหมันลิงเพื่อจำกัดจำนวน
ซึ่งแผนปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ มีลิงที่ทำหมันทั้งสิ้น จำนวน 169 ตัว แยกเป็นตัวผู้ จำรวน 122ตัว ตัวเมีย 47 ตัว โดยนำกลับคืนที่เดิม 2 แห่ง ได้แก่ กิ่งแก้ว ซอย 9 จำนวน 42 ตัว จุดชมลิงเกาะสิเหร่ จำนวน 47 ตัว และปล่อยสู่ธรรมชาติ ณ เกาะปายู จำนวน 80 ตัว หลังจากนี้จะได้ดำเนินการติดตามสถานการณ์ของลิงแสมทั้ง 3 จุด ดังกล่าวต่อไป
สำหรับการปล่อยลิงลงเกาะปายู ซึ่งเป็นเกาะที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ และเป็นเกาะที่มีการสำรวจแล้วว่า ลิงจะสามารถอาศัยอยู่บนเกาะได้ มีทั้งในเรื่องของอาหารและน้ำ นอกจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ยังได้นำถังน้ำขนาดใหญ่เพื่อสำรองน้ำไว้ในลิงด้วย

เดินเรือ

ด้านโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งทางน้ำ กล่าวว่า กรมเจ้าท่าได้จัดการประชุมเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการเส้นทางเดินเรือ “วงแหวนอันดามัน” เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว ภูเก็ต-พังงา-กระบี่ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และผู้ประกอบเดินเรือ เข้าร่วมประชุม เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2561 ที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีการเผยแพร่ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็น พร้อมทั้งเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการเดินเรือเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเส้นทางการเดินเรือประจำทางให้สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นการนำการขนส่งทางน้ำมาเชื่อมต่อกับการขนส่งในรูปแบบอื่นๆ ให้เป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ และเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว รวมถึงยังเป็นการลดระยะทาง และเวลาสู่แหล่งท่องเที่ยวของทั้ง 3 จังหวัด ทำให้เกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยวอย่างไร้ขีดจำกัด โดยหลักการเส้นทางเดินเรือประจำทางจะใช้เรือที่มีศักยภาพบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่า 300 คน และใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง

โดยเบื้องต้นกรมเจ้าท่าได้นำเสนอแผนการพัฒนาเส้นทางเดินเรือประจำทางเชื่อมต่อจังหวัดภูเก็ต พังงา และกระบี่ จำนวน 7 เส้นทาง ได้แก่

– เส้นทางที่ 1 เส้นทางเรือโดยสารขนาดใหญ่ เพื่อเชื่อมโยง 2 สนามบิน คือ “ภูเก็ต-กระบี่” โดยเริ่มจากท่าเรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ (ปากคลองจิหลาด) ถึงท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต

– เส้นทางที่ 2 เส้นทางเดินเรือประจำทางเฟอร์รี และบรรทุกรถ ระหว่างท่าเรืออ่าวปอ จังหวัดภูเก็ต ถึงท่าเรือช่องหลาด จังหวัดพังงา และถึงท่าเรือท่าเลน จังหวัดกระบี่

– เส้นทางที่ 3 เส้นทางเดินเรือประจำทางเฟอร์รี และบรรทุกรถ ระหว่างท่าเรือช่องหลาด เกาะยาวใหญ่ ถึงท่าเรือมาเนาะ เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา

– เส้นทางที่ 4 เส้นทางเดินเรือประจำทางเฟอร์รี และบรรทุกรถ ระหว่างท่าเรือบ้านหัวหิน ตำบลเกาะกลาง อำเภอลันตา ถึงท่าเรือบ้านคลองหมาก ตำบลเกาะลันตาน้อย อำเภอลันตา จังหวัดกระบี่

– เส้นทางที่ 5 เส้นทางเดินเรือประจำทางเฟอร์รี และบรรทุกรถ ระหว่างท่าเรืออ่าวทองหลาง เกาะลันตา ถึงเกาะจำ เกาะปู จังหวัดกระบี่

– เส้นทางที่ 6 เส้นทางเดินเรือประจำทางเฟอร์รี และบรรทุกรถ ระหว่างท่าเรืออำเภอเก่า เกาะลันตาใหญ่ ถึงท่าเรือเกาะปอ จังหวัดกระบี่

– เส้นทางที่ 7 เส้นทางเดินเรือโดยสารประจำทาง จากท่าเรือศาลาด่าน เกาะลันตา ถึงท่าเรืออ่าวปอ จังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ จากการสัมมปทาน ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนขอนำเส้นทางการเดินเรือที่ 3 “ท่าเรือช่องหลาด เกาะยาวใหญ่ ถึงท่าเรือมาเนาะ เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา” กลับไปพิจารณาทบทวนอีกครั้ง ทำให้เหลืออีก 6 เส้นทางที่มีมีความเหมาะสมในการเปิดเดินเรือประจำทาง